นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสวิจารณ์เรื่องบประมาณปี 2563 ต่อวินัยทางการเงินการคลัง โดยหยิบยกคอลัมน์ของนายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดถึงงบปี 2562 มาเทียบเคียงว่า ในการกู้เงินมาใช้จ่ายสบน.ยึดกรอบวินัยทางการเงินการคลังตามกรอบพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และกรอบความยั่งยืนทางการเงินการคลัง กำหนดระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 60% โดยในปี 2562 คาดว่าหนี้สาธารณะอยู่ในระดับ 43.3% ต่อจีดีพี สูงขึ้นเรื่อยจนถึงปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 48.5% ต่อจีดีพี อย่างไรก็ตามหนี้สาธารณะของไทยเคยสูงสุดเมื่อปี 2543 หลังวิกฤตต้มยำกุ้งอยู่ในระดับ 59% ยังไม่เกินกรอบวินัยทางการเงินการคลัง
นางจินดารัตน์กล่าวว่า ในในการกำหนดกรอบหนี้ไว้ที่ 60% ต่อจีดีพีนั้นเป็นการดำเนินการตามผลวิจัยของธนาคารโลก ระบุว่าประเทศพัฒนาแล้วควรมีหนี้ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ส่วนประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ที่ 70% ซึ่งในการกำหนดระดับหนี้ดังกล่าว สบน. มีการศึกษามาอย่าง โดยจะมีการทบทวนระดับหนี้ไทยทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและนโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาล
“ไทยยังจำเป็นต้องกู้เงินมาลงทุน เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและพื้นที่ทางการคลังกรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือความผันผวนในระบบเศรษฐกิจโลก”นางจินดารัตน์กล่าว
นางจินดารัตน์กล่าวต่อว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เป็นตัวกำหนดสัดส่วนทางการเงินต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่กำหนดเป็นเพียงกรอบความยั่งยืนทางการคลังเพื่อเป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น และยังมีการกำหนดสัดส่วนทางการเงินอื่นๆ อีกเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง ได้แก่ สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้ และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด รวมทั้งกระทรวงการคลังได้เพิ่มเติมการวิเคราะห์สัดส่วนภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ซึ่งเป็นอีกตัวชี้วัดที่ธนาคารโลกได้แนะนำและใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศเพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลมีความสามารถในการชำระหนี้ทั้งในปัจจุบันและระยะปานกลางอีกด้วย
นางจินดารัตน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมการมีวินัยทางการคลังให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ (เงินต้น) ไว้ที่ 2.5 – 3.5% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบริหารหนี้สาธารณะของไทยที่ได้มีการกำหนดสัดส่วนดังกล่าวไว้ในกฎหมาย เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลางและระยะยาว
นางจินดารัตน์กล่าวต่อว่า ระดับเพดานหนี้สาธารณะต่อ 60% ต่อจีดีพี เป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รักษาวินัยทางการคลังและสามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ รวมทั้งกรอบการบริหารหนี้สาธารณะต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จะช่วยให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นไปด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่า ความสามารถในการชำระหนี้ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดความยั่งยืนทางการคลัง ในระยะยาว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


