รู้ยัง! ปีที่แล้วราคาคอนโดในกทม.ปรับเพิ่มขึ้นกว่า8% รายได้ตามไม่ทัน แนะผู้ประกอบการรับมือปัจจัยลบ

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา ในกรุงเทพมหานครมีคอนโดมิเนียมเปิดตัวสูงถึง 158 โครงการ 66,021 ยูนิต มูลค่าการลงทุนทั้งหมดประมาณ 319,698 ล้านบาท เติมโตจากปี พ.ศ. 2560 ที่ 55,398 ยูนิต ประมาณ 19.2% ซึ่งถือว่าเป็นปีที่มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมสูงที่สุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา และพบว่า ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 135,790 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งมีการปรับตัวในในปี พ.ศ. 2560 ประมาณ 8.2% จากราคาขายเฉลี่ยประมาณ 125,500 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยหลักของการปรับราคาของคอนโดมิเนียมเนื่องจากราคาต้นทุนที่ดินในกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อต้นทุนสูงขึ้น ผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่ต้องปรับราคาขายขึ้นเช่นเดียวกัน

“ทั้งนี้หากจำแนกราคาที่เปิดขายใหม่พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 50,001 – 100,000 บาทต่อตารางเมตร มากที่สุดที่ 30,236 ยูนิต หรือคิดเป็น 46% แต่หากเทียบกับปี 2560 พบว่าลดลง 6% ที่มีการพัฒนาออกมาถึง 32,219 ยูนิต รองลงมาคือช่วงระดับราคา 100,001 – 150,000 บาทต่อตารางเมตรที่ประมาณ 16,972 ยูนิต ที่เติบโตจากที่ที่แล้วถึง 26% ที่ประมาณ 13,792 ยูนิต และระดับราคา 150,001 – 200,000 บาทต่อตารางเมตร จำนวน 7,620 ยูนิต หรือประมาณ 11% จากอุปทานที่เปิดขายใหม่ทั้งหมดในปีนี้ และมีการเติบโตจากปี พ.ศ. 2560 ประมาณ 12.9%” นายภัทรชัยกล่าว

นายภัทรชัยกล่าวว่า จากข้อมูลจะพบว่าคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครในช่วงราคา 50,001-100,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดมิเนียมนอกเขตใจกลางเมืองและตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ราคาที่ดินยังไม่สูงมาก รองลงมาคือช่วงระดับราคา 100,001-150,000 บาทต่อตารางเมตร และช่วงระดับราคา 150,001 – 200,000 บาทต่อตารางเมตร และจากข้อมูลพบว่า ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 135,790 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งมีการปรับตัวในในปี พ.ศ. 2560 ประมาณ 8.2% จากราคาขายเฉลี่ยประมาณ 125,500 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งราคาที่ปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากราคาต้นทุนที่ดินสูงขึ้น ซึ่งคอลลิเออร์ส มองว่า ราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับราคาที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก การปรับขึ้นของราคาในช่วงดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรายได้ของผู้บริโภค ซึ่งไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับราคาขายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี

“ยิ่งราคามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นยิ่งส่งผลให้กำลังซื้อยากที่จะเข้าถึง การดูดซับอุปทานคอนโดมิเนียมในตลาดก็จะมีแนวโน้นที่ช้าลง จากตัวเลขหนี้สินครัวเรือน ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่าสูงถึง 12.34 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เทียบกับร้อยละ 3.8 และ 4.6 ในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ ซึ่งหนี้ครัวเรือนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เป็นภาระของผู้บริโภคที่จะฉุดความสามารถในการซื้อให้ต่ำลง ซึ่งผู้ประกอบการต้องทบทวนในการพัฒนาโครงการ โดยในช่วงที่ผ่านมาสังเกตพบว่า ในบางโครงการตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม รูปแบบโครงการน่าสนใจและราคาขายอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในปี 2562 นี้ ถือว่าเป็นปีที่ท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัจจัยลบต่างๆที่อาจจะเข้ามากระทบ ซึ่งหากผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจกำลังซื้อที่แท้จริง ไม่ปรับราคาขายให้สูงเกินกว่าที่จะสามารถเข้าถึงได้ สินค้าที่พัฒนาออกมาก็จะยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง”นายภัทรชัยกล่าว

บทความก่อนหน้านี้จัดเลือกตั้ง-รับรองผล กกต.ต้องชัด ‘คำตอบสุดท้าย’
บทความถัดไป‘สุเทพ’ ไม่ท้อ! โดนชูรูปยิ่งลักษณ์ใส่ ถึงลำปางแล้ว ยิ้มหวาน เดินคารวะแผ่นดินต่อ