หน้าแรก เศรษฐกิจ วิกฤตศรัทธา

วิกฤตศรัทธา

15.01.19 | 12:00 น.

เป็นใครก็ตกอกตกใจหากพบว่าเงินในบัญชีที่เกิดจากการทำงานหนักและเป็นน้ำพักน้ำแรงของเราถูกผู้อื่นยักยอกนำไปใช้ ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการลักขโมยหรือถูกโจรกรรมจากบุคคลภายนอกแต่อย่างใด แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือเป็นคนดำเนินการ

ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊ก “กุนฑล ลิมป์ชยานันต์” โพสต์ข้อความว่าเงินในบัญชีของมารดาซึ่งฝากไว้กับธนาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน หายจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว 290,000 บาท ทั้งที่สมุดบัญชียังอยู่กับตัวหลังย้ายไปอยู่ จ.ฉะเชิงเทรา เกือบครึ่งปี และบัญชีนี้ไม่มีการทำบัตรเอทีเอ็ม ไม่มีการทำรายการธุรกรรมใดๆ  โดยธนาคารดังกล่าวคือ ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงไทยจึงให้เจ้าหน้าที่สำนักงานใหญ่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเกิดจากพนักงานทุจริต   ไม่เกี่ยวข้องกับระบบงานของธนาคาร และพบว่าลูกค้าไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ จึงนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเข้าบัญชีลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีลูกค้าเสียหายจากการกระทำของพนักงานรายนี้อีกจำนวน 13 ราย ซึ่งธนาคารกรุงไทยได้สั่งให้พนักงานหยุดปฏิบัติงานและดำเนินการลงโทษตามระเบียบ รวมทั้งได้ดูแลลูกค้าที่ได้รับความเสียหายทุกราย โดยนำเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเรียบร้อยแล้ว พร้อมกำชับผู้จัดการสาขาทั่วประเทศดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิด ยึดหลักธรรมาภิบาลในการให้บริการลูกค้าอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีมาตรการลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตาม

แม้จะจบลงด้วยดี แต่กรณีก็ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธา เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อธนาคารกรุงไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่แห่ถอนเงินฝากธนาคารอื่น ด้วยพื้นฐานธนาคารอยู่ได้ด้วยความไว้วางใจ หรือ TRUST (ทรัสต์) หากความไว้วางนี้ถูกทำลายลงแล้วก็อาจจะประสานได้ยาก เพราะความไว้วางใจก็เหมือนกับแก้วแตกแล้วไม่มีทางเหมือนเดิม

Advertisement

จึงเป็นบทพิสูจน์ของผู้บริหารกรุงไทยอีกครั้งว่าจะมีกระบวนการตรวจสอบภายในที่ดี และปลูกฝังจริยธรรมของพนักงานอย่างไร ตลอดจนเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเพิ่มรายงานการกระทำผิดของพนักงานสาขาเพื่อให้ประชาชนรับทราบเหมือนรายงานความผิดของธนาคารด้านอื่นด้วย