นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.)กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 และโพสต์ตามสื่อโซเชียลว่าหน้ากากอนามัยขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนว่า ขณะนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำข้อมูลกลับมารายงานยังกรมการค้าภายใน คาดว่าจะได้รับคำตอบภายในวันที่ 15 มกราคม หากพบว่าหน้ากากอนามัยมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนจริงๆ จะมีการประสานงานให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า นำเข้าสินค้าเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ที่ขาดแคลนนั้นๆ โดยแจ้งได้ที่สาวยด่วน 1569
“เบื้องต้นคาดว่าหน้ากากอนามัยไม่ได้ขาดแคลนในทุกพื้นที่ อาจมีเฉพาะบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่อาจหาสินค้าได้ยาก และเชื่อว่าหน้ากากอนามัยยังมีเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพียงอาจหาซื้อไม่ได้ตามความคาดหวังที่ผู้บริโภคคิดว่า จะซื้อได้ในปริมาณที่มากตามความต้องการ เนื่องจากเชื่อว่าตามสถานที่พยาบาลหรือแหล่งที่มีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยคงไม่ได้เตรียมสินค้าไว้ เมื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินในลักษณะเช่นนี้ คาดว่าภาวะขาดแคนหน้ากากอนามัยบางพื้นที่จะไม่ได้ยืดเยื้อเป็นเวลานาน หากสามารถประสานให้ผู้ประกอบการนำสินค้าเข้ามาทดแทนกับสินค้าที่ขาดไปได้ปัญหาก็จะถูกแก้ไข” นายวิชัย กล่าว
นายวิชัย กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะมีการดำเนินการ โดยเร่งหาสินค้าเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อหน้ากากอนามัยให้เร็วที่สุด โดยจะมีการระดมกำลังซื้อในพื้นที่ที่มีสินค้าอยู่ในปริมาณมาก เพื่อนำมากระจายตามพื้นที่ที่ขาดแคน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน และจะมีการประสานกับผู้ผลิตและผู้นำเข้าในการเร่งให้ผลิตหรือนำเข้าหน้ากากอนามัยเข้าไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น พร้อมกันนนี้ ได้กำชับการตรวจสอบแหล่งจำหน่ายหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าและขึ้นราคามากเกินปกติ จนส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภค ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ การกักตุนสินค้าหรือขายเกินราคาจนผู้บริโภคเดือดร้อน มีโทษปรับ 1.4 แสนบาท จำคุก 7 ปี หรือทั้่งจำทั้งปรับ
นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีหลายฝ่ายมองว่าฝุ่นควันที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากมลพิษของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้น เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมอยู่นอกเหนืออำนาจ ที่กรมฯจะเข้าไปตรวจสอบหรือจัดการแก้ไขอะไรได้ ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลในส่วนนี้ได้ คาดว่าปัญหานี้น่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและนิคมอุตสาหกรรมโดยตรงมากกว่า เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านี้น่าจะรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและคงมีการดำเนินการบางอย่าง เพื่อแก้ไขให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเร็วที่สุด

