‘อีริคสัน’žฉายภาพ 5G’อนาคตของไทย’ž

เทคโนโลยี 5G ได้ถูกพัฒนาขึ้นให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในปัจจุบัน และช่วยต่อยอดให้ประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างทั่วถึง โดยจะเป็นยุคแห่งการนำเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายไปใช้งานในอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างกว้างขวาง นอกเหนือจากการใช้งานสำหรับการสื่อสารทั่วไป ด้วยศักยภาพที่มากขึ้นในทุกด้านของระบบ 5G จึงนำมาประยุกต์ใช้งานได้ในหลากหลายภาคส่วน

นายเจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงการมาของ 5G จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ว่า 5G ได้ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการยกระดับภาคธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยผลการวิจัยได้คาดการณ์ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นใน 10 ภาคส่วน โดยในปี ค.ศ.2026 การที่ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยี 5G ในการผลิตและทำธุรกิจ จะทำให้เกิดรายได้กว่า 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 170,000 ล้านบาท โดยรายได้ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 80,000 ล้านบาท จะเป็นรายได้ในการให้บริการของผู้ประกอบการใน 3 รูปแบบ และในส่วนที่เหลืออีก 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 กลุ่มธุรกิจมีการนำ 5G ไปใช้งาน

สำหรับ 3 ใน 10 กลุ่มธุรกิจที่จะนำ 5G มาใช้ก่อนใคร ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต, ภาคพลังงานสาธารณูปโภค และการรักษาความปลอดภัย ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการ 5G จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.เน็ตเวิร์ก ดีเวลลอปเมนต์ ผู้ประกอบการที่ให้บริการในฐานะผู้ให้บริการโครงข่าย 5G โดยคาดว่าจะมีเงินรายได้ในส่วนนี้ 900 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.2026 โดยบทบาทนี้จะคล้ายกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ในปัจจุบันที่ให้บริการเสียง และข้อมูลบนโครงข่าย 3G และ 4G โดยเมื่อมีการสร้างโครงข่าย 5G ขึ้น ก็จะให้บริการข้อมูลที่ให้ความเร็วที่มากขึ้นเพียงเท่านั้น

Advertisement

2.เซอร์วิส เอ็นเนเบิล ผู้ประกอบการที่ให้บริการในฐานะผู้ให้บริการโครงข่าย 5G โดยคาดว่าจะมีเงินรายได้ในส่วนนี้ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.2026 จากตลาดรวมที่จะมีมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ในบทบาทดังกล่าวจะเป็นการให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้สร้างบริการดิจิทัลให้กับธุรกิจมาใช้ โดยเป็นสิ่งที่ท้าทายกับผู้ประกอบการในปัจจุบันที่ยังเป็นเพียงการเริ่มมีบทบาทในเรื่องนี้ จึงคาดว่าโอเปอเรเตอร์ในปัจจุบันจะได้รับสัดส่วนการตลาดในบทบาทนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด

ขณะที่ปัจจุบันผู้เล่นที่สำคัญของการให้บริการแพลตฟอร์มนี้คือ อเมซอน ภายใต้ชื่อการให้บริการเอดับบลิวเอส อเมซอน เว็บ เซอร์วิส และไมโครซอฟท์ ที่ให้บริการภายใต้ชื่อ อาซัวร์ ที่ถึงแม้ว่า แพลตฟอร์มของทั้ง 2 รายจะยังไม่ได้รองรับ 5G แต่ทั้ง 2 รายเริ่มให้บริการกับเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ได้แล้ว

3.เซอร์วิส คาแร็กเตอร์ ผู้ประกอบการที่นำความสามารถของ 5G ทั้งในเรื่องความเร็วที่สูงขึ้น ความหน่วงที่มีค่าน้อยลงมาสร้างเป็นบริการที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มธุรกิจแต่ละกลุ่ม โดยคาดว่าในส่วนนี้จะสร้างเงินรายได้ให้กับโอเปอเรเตอร์ในปัจจุบันประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.2026 จากมูลค่าตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ถือได้ว่าบทบาทนี้เป็นบทบาทใหม่สำหรับโอเปอเรเตอร์ในปัจจุบัน การประมาณการจึงเชื่อได้ว่าจะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในฐานะที่จะเป็นผู้ประกอบการในบทบาทเซอร์วิส คาแร็กเตอร์

นายเจษฎากล่าวว่า ทั้งนี้ 5G จะทำให้เกิดแอพพลิเคชั่นที่จะตอบสนองกลุ่มธุรกิจ ที่จะมีการนำ 5G มาปรับใช้ในโรงงาน เพื่อยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยส่วนนี้จะสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการได้มากถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคจะสร้างรายได้ถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การนำ 5G มาใช้ในโรงงานการผลิต (แมนูแฟคเจอริ่ง) จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ต้องมีการลงทุนกับเครื่องจักรใหม่ มีแนวโน้มจะลงทุนในเรื่องแขนกล หรือหุ่นยนต์ (โรโบติกส์) เพื่อใช้ทดแทนเครื่องจักรกลการผลิตแบบเดิม และนำมาทดแทนแรงงานทักษะต่ำ ที่ต้นทุนค่าแรงมักจะมีการปรับขึ้นตลอดเวลา เพื่อลดต้นทุนการผลิต” นายเจษฎากล่าว

นายเจษฎากล่าวว่า การเกิดการผลิตในรูปแบบกระจายตัว จำเป็นต้องอาศัยแขนกล หรือหุ่นยนต์ (โรโบติกส์) ที่ต้องเชื่อมบนโครงข่าย 5G ซึ่งทำให้เกิดคลาวด์ โรโบติกส์ ที่จะรับคำสั่ง ตรวจสอบ ผลิตจากศูนย์ควบคุมส่วนกลางได้ ทั้งนี้ การนำคลาวด์ โรโบติกส์ มาใช้ในธุรกิจโรงงานการผลิต จะสร้างความยืดหยุ่นและได้เปรียบให้แก่ธุรกิจรูปแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ระบบคลาวด์ โรโบติกส์ ในการเคลื่อนย้ายแขนกล หรือหุ่นยนต์ จะปรับเปลี่ยนย้ายไปให้อยู่ในพื้นที่ใกล้ตลาดบริโภคที่เกิดใหม่ได้ทันที โดยจะสร้างความได้เปรียบต่อระบบโรงงานการผลิตแบบเดิมได้

นอกจากนี้ 5G สามารถนำมาใช้ติดตามสินค้าที่ผลิต และส่งไปยังผู้บริโภคได้ ตั้งแต่แท่นการผลิตจนถึงมือผู้ซื้อได้ โดยการรับประกันคุณภาพ และการให้บริการหลังการขาย จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ แขนกล หรือหุ่นยนต์ ที่เชื่อมโยงอยู่บนโครงข่าย 5G นี้จะส่งข้อมูลสถานภาพความสมบูรณ์ หรือการชำรุดเข้าสู่ศูนย์ควบคุมส่วนกลาง เพื่อกำหนดการบำรุงดูแลรักษาได้ ก่อนที่เครื่องจักรจะได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต และใช้ลดต้นทุนการดูแลรักษาที่จะต้องเปลี่ยนอะไหล่ เพื่อให้มีการใช้งานได้อย่างเต็มที่สูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตามรอบเวลาการบำรุงรักษา ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ชำรุดเสียหาย

ขณะที่รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ระบุว่า การพัฒนาเข้าสู่ยุค 5G ถือเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ในทุกที่ในโลกและจะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากคุณสมบัติหลัก 3 ประการของเทคโนโลยี 5G คือ

1.การใช้งานในลักษณะบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ที่สามารถ รับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงในระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งตอบสนองความต้องการการส่งและรับข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อยๆ

2.การใช้งานที่เป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอาจมากถึงระดับล้านอุปกรณ์ต่อตารางกิโลเมตร และมีการส่งข้อมูลระหว่างกันในปริมาณน้อยๆ จึงไม่ต้องการความเร็วสูง อุปกรณ์โดยทั่วไปมีราคาถูกและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่นานกว่าอุปกรณ์ทั่วไป

และ 3.การใช้งานในลักษณะที่ต้องการความสามารถส่งข้อมูลที่มีความเสถียรมาก รวมทั้งมีความหน่วงในการส่งข้อมูลต่ำในระดับ 1 มิลลิวินาที เหมาะกับการใช้งานระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การผ่าตัดทางไกล หรือการควบคุมรถยนต์ไร้คนขับ

ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ได้จะสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างมาก ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ประกอบกับอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ในรูปแบบของสัญญาณอัจฉริยะ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับการทำสัญญาณแบบเดิม

เพราะมีการประมวลผลโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง ดุลพินิจ การต่อรอง และความผิดพลาดของมนุษย์ ส่งผลให้เกิดการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น การให้เช่าที่อยู่อาศัย รถยนต์ และออกใบขับขี่ เป็นต้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนในการดำเนินการ ด้วยคุณสมบัติของ 5G และการประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการใช้งานในประเทศไทยในปี 2563 และใช้งานอย่างแพร่หลายภายใน 15 ปี

หลังจากนั้นตามการประมาณการโดยสถาบันการเงินชั้นนำของโลก (ไอเอชเอส) ได้ประมาณการผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2578 โดยรวมอย่างน้อย 2.3 ล้านล้านบาท และสูงสุดถึง 5 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการผลิต ภาคโทรคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค และการขนส่ง เป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.ในฐานะหน่วยงานจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเทคโนโลยี 5G จะต้องดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มเติม รวมถึงบริหารจัดการให้เกิดการใช้งานคลื่นความถี่ที่รองรับเทคโนโลยี 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image