นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงานสัมมนาทางวิชาการ ทีซีที/ทีทีเอ จอยท์ เซมินาร์ 2019 ที่โรงแรม สวิสโซเทล กรุงเทพฯ รัชดาว่า ขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้สนับสนุนให้บุคลากรภาครัฐ สร้างสรรค์นวัตกรรม และจัดทำฐานข้อมูลภาครัฐ เป็นแนวทางให้กับหน่วยงานราชการปรับปรุงการให้บริการแก่ภาคประชาชน สำหรับกระทรวงดีอี ได้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เอื้ออำนวยให้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ขับเคลื่อนด้านดิจิทัลได้อย่างสะดวก ผ่านการขับเคลื่อนกฎหมายดิจิทัล 6 ฉบับ
นายพิเชฐ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายดิจิทัลทั้ง 6 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ประกอบด้วย (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์, พ.ร.บ.สำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์, พ.ร.บ.ดิจิทัล ไอดี และ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 ซึ่งหากผ่านการพิจารณาของ สนช. ในวาระ 3 เรียบร้อยแล้ว จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
นายพิเชฐ กล่าวว่า องค์ประกอบ 3 ด้านหลัก ในการจัดทำบิ๊กดาต้าภาครัฐ ได้แก่ 1.การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ อำนวยความสะดวกในด้านการทำธุรกรรมภาครัฐของประชาชน 2.การจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) ของหน่วยงานที่จัดทำฐานข้อมูล แต่ทั้งนี้หากไม่มีความพร้อมกระทรวงดีอี จะมีศูนย์ข้อมูลกลางในการช่วยดูแลและให้คำปรึกษา และ 3.การมีคลาวด์ เซอร์วิส เหมาะกับการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานขนาดเล็ก ที่ไม่มีทั้งกำลังคน และเทคโนโลยี
“เมื่อหน่วยงานภาครัฐได้จัดทำฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานแล้ว จะนำไปสู่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในส่วนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย วันสต๊อปเซอร์วิส ของรัฐบาล ลดการใช้กระดาษของหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่สิ่งสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ผู้จัดทำมาตรฐานต้องรู้กระบวนงานของหน่วยงานราชการทั้งหมด ว่ามีกี่กระบวนงาน อะไรบ้าง เพื่อทำให้ทราบว่า กระบวนงานไหนบ้างที่ต้องใช้ข้อมูลเดียวกัน และต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน” นายพิเชฐ กล่าว
นายพิเชฐ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเดินหน้าทดสอบระบบ 5G อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับประเทศไทย คาดว่า จะเห็นการทดสอบการใช้งาน (ยูสเคส) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จากการรับฟังผู้ที่แสดงความจำนงขอติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทดสอบใน 5G Testbed ได้แก่ อีริคสัน, โนเกีย, หัวเว่ย และแซดทีอี รวมถึงโอเปอเรเตอร์และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรายหลักๆ ภายในประเทศ ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือทีโอที พบว่า มีความสนใจที่จะทดสอบการใช้งานที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ (เอสเคิร์ฟ) ในพื้นที่อีอีซี 2 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมด้านการแพทย์
ขณะที่ ความคืบหน้าด้านการอำนวยความสะดวกในเรื่องคลื่นความถี่ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำเรื่องขอให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) จัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการทดสอบใน 5G Testbed ใน 2 ย่านความถี่ ได้แก่ 26 กิกะเฮิรตซ์ และ 3.6 กิกะเฮิรตซ์ รวมทั้งจะช่วยประสานงานกับกรมศุลกากร เรื่องการนำเข้าอุปกรณ์เข้ามาติดตั้งเพื่อใช้ในการทดสอบ
นายพิเชฐ กล่าวว่า ในปี 2562 ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จากเมื่อปี 2561 ที่ประเทศสิงคโปร์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน และได้ขับเคลื่อนด้านดิจิทัล โดยการจัดตั้ง เครือข่ายสมาร์ทซิตี้อาเซียน ที่เชื่อมโยง 26 เมืองในภูมิภาค โดยประเทศไทยยังคงสานต่อเพื่อยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างเมืองในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ การพัฒนาแผนแม่บทด้านดิจิทัลอาเซียนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาดิจิทัลของประเทศไทยใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 2.การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล 3.การพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยี 4.การพัฒนาดิจิทัลภาครัฐ และ 5.การพัฒนาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน นอกจากไทยจะมีบทบาทนำทิศทางการพัฒนาในภูมิภาค ยังเป็นโอกาสของประเทศไทยในการดึงดูดพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อเข้ามาพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทยด้วย
“ความท้าทายของการพัฒนาด้านดิจิทัลในประเทศไทย คือการสร้างเสริมทักษะของแรงงาน หรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคลซึ่งยังขาดแคลนในตลาดดิจิทัล โดยกระทรวงดีอี มุ่งดำเนินนโยบายเพื่อยกระดับดิจิทัลของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ โครงการโค้ดดิ้งไทยแลนด์ นโยบายสมาร์ทซิตี้ การส่งเสริมกลุ่มสตาร์ทอัพเป็นต้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศ” นายพิเชฐ กล่าว

