นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาปิดโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบรรเทาผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการขนส่งทางบกของภูมิภาคอาเซียนว่า นโยบายระบบการขนส่งสาธารณะของกระทรวงฯ เน้นการใช้พลังงานที่สะอาดและประหยัดพลังงาน โดยโครงการตามยุทธศาสตร์ที่กำลังดำเนินการจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและเตรียมเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในโครงการที่เหลือ
ส่วนการเดินทางที่ใช้พลังงานสะอาดจะเน้นระบบรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดยเร่งการเปลี่ยนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล B7 มาเป็นน้ำมันดีเซล B20 ซึ่งจะช่วยลดมลพิษและฝุ่นลองออง PM2.5 โดย ขสมก.เริ่มใช้แล้ว 815 คัน ที่เหลืออีก 1,260 คัน จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้
นายอาคมกล่าวว่า ในส่วนของการจัดหารถในอนาคต จะเน้นเป็นระบบไฟฟ้าและระบบไฮบริด เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดภาวะโลกร้อน คาดว่าในอนาคตจะมีแผนลดการใช้น้ำมันดีเซล ที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสภาพอากาศ หากจะใช้วิธีดังกล่าวเพื่อลดมลพิษ จะหารือกับกระทรวงพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันรถบางรุ่นยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลอยู่ อาทิ ภาคการขนส่ง อาจจะต้องพิจารณาในระยะยาวว่าจะทำอย่างไรให้ดีเซลเป็นน้ำมันสะอาด เพราะจำนวนรถที่ใช้น้ำมันดีเซลในไทยมีปริมาณมากกว่าต่างประเทศ ทั้งรถยนต์ รถกระบะ รถยนต์ส่วนบุคคล และรถสาธารณะ เป็นต้น
นายอาคมกล่าวว่า สำหรับการใช้แนวทางการวิ่งสลับวันให้บริการของรถเมล์ เพื่อลดมลพิษเหมือนต่างประเทศนั้น มองว่าไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้ เพราะต้องพิจารณาถึงพื้นที่ และจำนวนผู้โดยสาร และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
นายอาคมกล่าวถึงกรณีรถร่วมบริการ ขสมก.จะหยุดวิ่งให้บริการ หากไม่ปรับราคาขึ้นตามมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางให้ปรับขึ้นในวันที่ 21 มกราคมนี้ว่า ตามมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ยังคงมติเดิมให้ปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 1-2 บาท เพียงแต่เลื่อนเวลาปรับราคาใหม่จากวันที่ 21 มกราคม 2562 เป็นวันที่ 22 เมษายน 2562 ส่วนข้อเสนอของสมาคมรถร่วม หากรัฐบาลปรับขึ้นตามกรอบเดิม จะมีรถใหม่มาวิ่งให้บริการ อาจจะพิจารณาข้อเสนอขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ช่วงนี้ให้ชะลอออกไปก่อน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดฝุ่นละอองในอากาศ

