ได้รับข้อมูลการทำงานของสหกรณ์การเกษตรบางแห่ง ที่ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมต่อสมาชิก ทั้งที่ความจริงแล้ว สหกรณ์มีหน้าที่ที่ต้องช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของเกษตรกร ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังแสดงความเป็นห่วงและจับตาความเปราะบางในบางจุดที่อาจมีนัยต่อเสถียรภาพการเงินข้างหน้า
ปัจจุบัน พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ ที่ปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ยกระดับธรรมาภิบาลได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว อยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งในกฎหมายใหม่จะให้อำนาจนายทะเบียน คือกรมส่งเสริมสหกรณ์ สามารถออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจนได้ จากเดิมจะมีอำนาจในลักษณะส่งเสริมเป็นหลัก
ส่วนประเด็นที่ ธปท.และหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเป็นการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ได้จริง หรือเปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่ม ต้องติดตาม เพราะจากข้อมูลพบว่าสหกรณ์การเกษตรบางแห่งมีการปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงระดับ 10% แต่ไม่มีระบบติดตามประสิทธิภาพ แถมมีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกที่ไม่มีวินัยต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนี้สะสม
ยิ่งไปกว่านั้น ทราบมาว่ามีเกษตรกรรายหนึ่งเมื่อเป็นหนี้ได้ทยอยจ่ายเงินคืนและขอปรับโครงสร้างหนี้ ขอลดดอกเบี้ย แต่สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดปทุมธานีไม่ยอม อ้างว่ามติกรรมการสหกรณ์ไม่อนุมัติ การกระทำ ดังกล่าวจึงเหมือนต้องการเก็บดอกเบี้ยกว่า 10% ที่ได้ไปทำประโยชน์โดยไร้หลักธรรมาภิบาลหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างกับการทำร้ายเกษตรกรทางอ้อม
ประเด็นนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดี ระบุว่า ปัจจุบันการปล่อยเงินกู้สำหรับสหกรณ์ ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 7% ส่วนการที่สหกรณ์บางแห่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7% มาจากการที่สหกรณ์ต้องไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีต้นทุนดอกเบี้ย 4-5%
ในมุมของเกษตรกรยังเชื่อว่า สหกรณ์การเกษตรคือที่พึ่ง แต่บทบาทของสหกรณ์การเกษตรบางแห่ง นอกจากไม่ช่วยยังซ้ำเติม และมีพฤติกรรมไม่โปร่งใส คงต้องหวัง พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ว่าจะมีบทบาทเข้ามาบำบัดทุกข์ให้เกษตรกรได้หรือไม่

