หน้าแรก เศรษฐกิจ ลุ้น30เอกชนยื...

ลุ้น30เอกชนยื่นประมูลนำเข้าแอลเอ็นจีปลายม.ค.นี้

22.01.19 | 06:33 น.

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ และในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้กฟผ.จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติที่จะมีสิทธิยื่นประมูลการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) 1.5 ล้านตันต่อปีจำนวน 30 รายจากการยื่นแสดงความสนใจในการเสนอตนเองเข้ามาของเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศทั้งสิ้น 43 รายจากนั้นกฟผ.จะประกาศร่างเงื่อนไขกฏเกณฑ์การประมูลหรือ ทีโออาร์ เพื่อให้เอกชนที่ผ่านคุณสมบัติยื่นประมูลภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้หรือช้าสุดภายในไม่เกินกลางกุมภาพันธ์นี้ และนำเข้าเรือลำแรกในเดือนกันยายน 2562

“กฟผ.เปิดให้ยื่น Pre-Qualification มีผู้สนใจ 43 รายแต่ที่ผ่านคุณสมบัติมี 30 รายนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ค้าส่งแอลเอ็นจีมาก่อนอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงมีทั้งปริมาณและคุณภาพก๊าซฯที่เราต้องการโดยแอลเอ็นจีที่จะนำเข้ามาจะผ่านคลังของบ.พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด และจะเป็นระบบการซื้อขายก๊าซธรรมชาติรวมที่ต้องมีมาตรฐาน”นายพัฒนากล่าว

ทั้งนี้ภายใต้ร่างเงื่อนไขทีโออาร์จะกำหนดให้มีข้อเสนอการลดราคาต่ำสุดในการเสนอขายแอลเอ็นจี โดยหากรายใดเสนอราคาส่วนลดให้ต่ำสุดก็จะเป็นผู้ชนะเพื่อให้ได้ราคาซื้อขายแอลเอ็นจีที่ราคาต่ำกว่าสัญญาซื้อขายระยะยาวของปตท. ส่วนสัญญารับซื้อระยะกลาง 4-8 ปีกฟผ.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าที่สุดจะเป็นกี่ปี อย่างไรก็ตามกฟผ.ไม่สามารถล่วงรู้ในเรื่องของสูตรราคาแอลเอ็นจีนำเข้าที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไรจึงมอบให้สำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)เป็นผู้พิจารณาส่วนต่างราคาดังกล่าวซึ่งหากพบว่าการประมูลไม่มีผู้ใดเสนอราคาต่ำกว่าก็จะต้องยกเลิกและประมูลใหม่

สำหรับแอลเอ็นจีนำเข้าดังกล่าวจะนำมาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าพระนครใต้ แต่จะนำร่องที่วังน้อยก่อน อย่างไรก็ตามนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แนะนำให้ใช้กับโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟถูกลง ซึ่งการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปีเป็นการทดลองระบบคลังและท่อก๊าซปตท.และเป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศเพราะขณะแนวโน้มราคานำเข้าแอลเอ็นจีมีทิศทางที่ถูกลง

นายพัฒนากล่าวว่า ด้านโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซของเหลวเป็นสภาพลอยน้ำ(เอฟเอสอาร์ยู)ขนาด 5 ล้านตัน ก็มีการศึกษาทำไปตามแผนนำเข้าระยะยาวเพื่อนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าส่วนขยายพระนครเหนือใต้ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่ เป็นระยะยาว 10 ปีข้างหน้าก็จะดำเนินการได้ทัน โดยร่างแผนพีดีพีกฟผ.จะพัฒนาโรงไฟฟ้าพระนครใต้ส่วนขยายอีก 2,100 เมกะวัตต์ พระนครเหนือ 1,400 เมกะวัตต์ แม่เมาะ 600 เมกะวัตต์ น้ำพอง 700 เมกะวัตต์ สุราษฎ์ธานี 1,400 เมกะวัตต์

Advertisement