หน้าแรก เศรษฐกิจ สกู๊ป : แบงก์...

สกู๊ป : แบงก์ดีเดย์1ก.พ. ไม่รับเช็ค-เขียนแก้ไข อุดช่องโหว่ทุจริต

23.01.19 | 08:47 น.

การใช้เช็คสั่งจ่ายเงินมีการใช้กันมากในภาคธุรกิจและนิติบุคคล โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมทั้งบุคคลธรรมดา เพราะมีความสะดวกและนำไปขึ้นเงินที่ธนาคารใดก็ได้ ปัจจุบันการเรียกเก็บเงินตามเช็คระหว่างธนาคาร (เคลียริ่งเช็ค) ทำได้รวดเร็วผ่านระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คและระบบการจัดเก็บภาพเช็ค (ไอแคส) แทนแบบเดิมใช้ตัวเช็คจริง การใช้ไอแคสทำให้ลูกค้าได้รับเงินในระยะ 1 วันทำการ จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 3-5 วันทำการ

แต่การใช้เช็คก็คล้ายเงินสดที่ยังมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตและปลอมแปลงเช็คทำให้ทั้งผู้สั่งจ่ายเช็คและธนาคารได้รับความเสียหาย ล่าสุด กรณีนายอามิตร จาวลา ผู้จัดการทั่วไป ร้านวิน ซาลอนเน่ ร้ายขายอุปกรณ์เสริมสวย ในย่านตลาดวโรรส จ.เชียงใหม่ ถูกอดีตพนักงานบัญชีปลอมแปลงเช็ค เปลี่ยนชื่อผู้รับเงินปลายทางชื่อตนเอง ชื่อสามี ชื่อลูกชาย รวม 63 ใบ นำไปขึ้นเงินจากธนาคาร 4 แห่ง ทั้งธนาคารสีน้ำเงิน ธนาคารสีฟ้า ธนาคารสีเขียว และธนาคารสีม่วง รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 8 ล้านบาท ทราบเหตุเพราะคู่ค้าทวงถามเงินค่าสินค้า แต่พบว่าเช็คได้สั่งจ่ายและตัดเงินจากบัญชีแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

กรณีแบบนี้ไม่ได้เป็นกรณีเดียว ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ปลอมแปลงเช็ค ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้รับเงิน จำนวนเงิน จนเกิดความเสียหายเป็นระยะๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และคณะทำงานไอแคส เวิร์กกิ้ง กรุ๊ป มีแนวคิดเรื่องการยกเลิกเช็คกลุ่มพิเศษและได้ข้อสรุปเมื่อเดือนกันยายน 2561 สำหรับเช็คกลุ่มพิเศษ ได้แก่ เช็คมูลค่าสูง เช็คที่มีตราประทับ เช็คที่มีการแก้ไขข้อความ เช็คสงสัยจะปลอม และกลุ่มเช็คที่ต้องทำใบแทน ได้แก่ เช็คเก่านอกมาตรฐาน เช็คชำรุด และตั๋วสัญญาใช้เงิน (พีเอ็น) และตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) ในระบบไอแคส เพราะการตรวจสอบทำได้ยาก

วราภรณ์ ศุภางคเสน ผู้อำนวยการฝ่ายชำระเงินและพันธบัตร ธปท. อธิบายเพิ่มเติมว่า การยกเลิกเช็คกลุ่มพิเศษ เพราะขณะนี้มีทางเลือกการชำระเงินอื่นๆ ให้ลูกค้าที่สะดวกมากขึ้น ทั้งผ่านโมบายแบง กิ้งและอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง เป็นต้น จะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพระบบแคสได้มากขึ้น เพราะข้อมูลจำนวนเช็คทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เป็นวันที่มีจำนวนเช็คสูงสุดอยู่ที่ 504,433 ฉบับ สามารถเคลียริ่งเช็คผ่านระบบได้ราว 93.8% หรือ 472,346 ฉบับ ส่วนอีก 6.2% หรือ 31,087 ฉบับ เป็นเช็คกลุ่มพิเศษที่ยังไม่สามารถเคลียริ่งเช็คเพราะธนาคารแต่ละแห่งอาจไม่มั่นใจ ทำให้ต้องมีการแลกเปลี่ยนเช็คกัน ทำให้เป็นภาระของธนาคารแต่ละแห่งที่จะต้องขนส่งเช็คมาแลกเปลี่ยนกัน ทั้งนี้ ธนาคารในต่างจังหวัดต้องรีบนำส่งเช็คกลุ่มพิเศษไปที่ศูนย์ขนส่งเพื่อแลกเปลี่ยนเช็ค ทำให้ช่วงเวลาในการให้บริการลูกค้าลดลง ทั้งหมดนี้เป็นต้นทุนทั้งค่าดำเนินการ ค่าขนส่ง รวมปีละกว่า 300 ล้านบาทต่อปี

หากพิจารณาสัดส่วนเช็คพิเศษ 31,087 ฉบับ จะพบว่า เช็คที่มีการแก้ไข เช่น การขีดฆ่า แก้ชื่อผู้รับ แก้จำนวนเงิน เขียนย้ำหรือเน้นที่เดิม เป็นต้น มีสัดส่วนมากที่สุดกว่า 20,133 ฉบับ หรือ 64.76% รองลงมาเป็นเช็คตราประทับ 8,495 ฉบับ หรือ 27.30% เช็คมูลค่าสูง (มากกว่า 10 ล้านบาท) 2,368 ฉบับ หรือ 7.48% ตั๋วแลกเงิน 61 ฉบับ หรือ 0.20% เช็คชำรุดที่ไม่สามารถกราดภาพได้ 28 ฉบับ หรือ 0.09% เช็คสงสัยจะปลอม 2 ฉบับ หรือ 0.01%

Advertisement

จึงเป็นที่มาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 นี้เป็นต้นไป ทุกธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินหากลูกค้านำเช็คที่มีการแก้ไขข้อความมาขึ้นเงิน เพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นและง่ายต่อการตรวจสอบของระบบไอแคส อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเช็คเป็นสิทธิที่ผู้สั่งจ่ายเช็คสามารถทำได้พร้อมเซ็นชื่อกำกับ แต่การขึ้นเงินเช็คที่มีการแก้ไขไปขึ้นเงินที่ธนาคารเจ้าของเช็คเท่านั้น แต่หากอยากนำไปขึ้นเงินที่ธนาคารใดก็ได้ตามที่ผู้รับมีบัญชีอยู่ จะต้องให้ผู้สั่งจ่ายเช็คออกเช็คใหม่ที่ไม่มีการแก้ไขให้กับผู้รับเงิน

ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากกรณีนี้ นิทัศน์ ศิลปทวีวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการให้บริการเงินสดและช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ คณะทำงานไอแคส เวิร์กกิ้ง กรุ๊ป ระบุว่า จะเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันความเสียหายของผู้สั่งจ่ายเช็คจากการปลอมแปลงเช็คที่มีการแก้ไขข้อความ คาดว่าคดีความการปลอมแปลงเช็คอาจจะลดลง ที่ผ่านมาความเสียหายมักเกิดขึ้นจากการแก้ไขชื่อผู้รับเงินเป็นผู้อื่น หรือการแก้ไขตัวเลขจำนวนเงิน เพราะแม้เช็คจะราคาเพียงฉบับละ 15 บาท แต่เขียนระบุจำนวนเงินได้แบบไม่มีลิมิตจะระบุเป็นหมื่นล้านบาทก็ได้ มักจะเกิดความเสียหายมากขึ้นหากมีแก้ไขเพื่อปลอมแปลง ทั้งยังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเกี่ยวกับระยะเวลาในการเปิดรับฝากเช็คเพื่อเรียกเก็บจากลูกค้าของสาขาในส่วนภูมิภาคได้นานขึ้น สามารถพัฒนาระบบเคลียริ่งเช็คให้เรียกเก็บเงินด้วยภาพเช็คผ่านระบบไอแคสได้เต็มประสิทธิภาพ อาจจะสูงถึง 99% คาดว่าลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บเงินตามเช็คกลุ่มพิเศษระหว่างธนาคารของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบประมาณ 300 ล้านบาทต่อปีได้

ส่วนผลกระทบ ลูกค้าที่จะขึ้นเงินเช็คที่มีการแก้ไขจะต้องไปขึ้นเงินที่ธนาคารเจ้าของเช็คเท่านั้น เพราะธนาคารอื่นปฏิเสธที่จะไม่รับเช็คที่มีการแก้ไขข้อความได้ กรณีการนำตั๋วพีอีและตั๋วบีอี ที่ครบกำหนดการเรียกเก็บเงินไปขึ้นเงินยังไม่สามารถทำผ่านระบบไอแคสได้เพราะเอกสารมีขนาดใหญ่ ตามกฎหมายระบุให้ใช้ตั๋วฉบับจริงเท่านั้น ดังนั้น กรณีการนำไปขึ้นเงิน ณ สาขาในภูมิภาคจะได้รับเงินล่าช้า ลูกค้าต้องให้มีการนำมาฝากก่อน 3 วันทำการ นอกจากนี้ การขึ้นเงินเช็คที่มีการสั่งจ่ายจากต่างประเทศไม่สามารถทำผ่านระบบไอแคสได้จะต้องเรียกเก็บตามช่องทางที่ธนาคารกำหนดไว้ เช่น ฝ่ายบริการโอนเงินต่างประเทศ หรือฝ่ายปริวรรตเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

ตั้งแต่ปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ธปท. สมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารับทราบและมีข้อแนะนำในการใช้เช็คสำหรับผู้สั่งจ่ายเช็คให้ระมัดระวังในการเขียนเช็คโดยไม่แก้ไขข้อความหรือตัวเลขบนหน้าเช็ค และเก็บรักษาเช็คให้อยู่ในที่ปลอดภัย ต้องแจ้งธนาคารทันทีเมื่อทราบว่าเช็คหาย

ผู้รับเงินจากเช็คควรตรวจสอบทุกครั้งที่รับเช็ค โดยไม่รับเช็คที่มีการแก้ไขข้อความหรือตัวเลข หากได้รับเช็คที่มีการแก้ไขให้นำไปให้ผู้สั่งจ่ายเปลี่ยนเช็คใหม่ หรือให้นำไปขึ้นเงินที่ธนาคารเจ้าของเช็คเท่านั้น ไม่ควรพับเช็คหรือทำให้เช็คชำรุด อาจจะทำให้เช็คไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการเรียกเก็บได้ หากมีข้อสงสัยควรติดต่อสาขาของธนาคารเจ้าของเช็ค

ปรีดี ดาวฉาย นายกสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันการใช้เช็คมีแนวโน้มลดลงแต่ยังเป็นตราสารแทนเงินที่คนคุ้นเคย ยังมีความจำเป็นในสังคมไทย แม้บางประเทศเลิกใช้เช็คแล้ว ในส่วนของไทยก็มีการศึกษาการเลิกใช้เช็คเพราะมีช่องทางอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและถูกกว่า ช่วยลดการปลอมแปลงได้ ต้องมีการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อเตรียมระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการให้พร้อม แต่อยากจะเห็นภาคธุรกิจมีการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น เพื่อไปสู่สังคมไร้เงินสดเหมือนปัจจุบันที่ภาคประชาชนใช้พร้อมเพย์ใช้ช่องทางดิจิทัลผ่านโมบายแบงกิ้ง

แม้ว่าจะมีการยกเลิกเช็คแบบพิเศษแต่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัย ดังนั้น ธุรกิจไม่ต้องตกใจหรือกลัว แต่ควรปรับตัวให้พร้อม เพราะดีกว่าที่รอจะเกิดความเสียหายกับทรัพย์สินก่อนเสียใจภายหลัง!!!