นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างเต็มรูปแบบในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าปี 2563 ไทยจะมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ประมาณ 13 ล้านคน หรือสัดส่วน 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ สอดคล้องกับประเทศที่พัฒนาแล้ว จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป ประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ เป็นต้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของไทย เพราะมีความพร้อมและมีความได้เปรียบหลายด้าน เช่น คนไทยมีหัวใจรักบริการ ค่าใช้จ่ายมีความสมเหตุสมผล มีสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนหลากหลาย และมีสถานบริการทางการแพทย์และสถานบริการสุขภาพที่ครบครัน
นายวุฒิไกร กล่าวว่า แต่ปัญหาของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในไทยขณะนี้ คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และทักษะการจัดการบริการ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยการพยาบาล นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ และนักกิจกรรมบำบัด อีกปัญหา คือ สถานบริการบางแห่งยังไม่ได้มาตรฐาน พบข้อร้องเรียนต่างๆ เช่น ผู้ให้บริการไม่รับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุให้เพียงพอ หรือกรณีผู้สูงอายุเสียชีวิต ณ สถานประกอบการ ควรต้องดำเนินการอย่างไร ปัญหาเหล่านนี้อาจส่งผลกระทบและเกิดความเสียหายแก่ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว
นายวุฒิไกรกล่าวว่า กรมได้ให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ จึงมีกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาธุรกิจให้มีมาตรฐาน ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาธุรกิจบริการสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพตามแนวทางของรางวัลคุณภาพแห่งชาติ และสร้างโอกาสทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่มีศักยภาพกับตลาดผ่านแพลตฟอร์ม หรือช่องทางการตลาดของกลุ่มสตาร์ตอัพที่เกี่ยวข้อง กรมยังร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ โดยการนำเสนอธุรกิจในงานแสดงธุรกิจ STYLE2019 ที่จะจัดในเดือนเมษายนนี้ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Virtual Reality (VR )ในการนำเสนอธุรกิจบริการสุขภาพ คือ สปา นวดเพื่อสุขภาพ และธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 50 ราย ธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการยังสามารถนำสื่อ VR ไปต่อยอดในการทำการตลาดออนไลน์ของตนเองได้ด้วย
ปัจจุบันธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย แบ่งเป็น 5 รูปแบบ คือ 1) บ้านพักคนชรา (residential Home) 2) สถานบริการช่วยเหลือในการดำรงชีวิต (Assisted Living) 3) สถานบริบาล (Nursing Home) 4) สถานดูแลระยะยาวในโรงพยาบาล (Long-term Care Hospital) และ 5) สถานดูแลระยะสุดท้าย (Hospice Care) จากข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในไทย 800 ราย แบ่งเป็น นิติบุคคล 273 ราย และบุคคลธรรมดา 527 ราย
