นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการเฟทโก้ เปิดเผยในงานแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการสำรวจหลายๆ แห่งประเมินว่าช่วงก่อนเลือกตั้งจะมีเงินสะพัด ซึ่งทางเฟทโก้ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 50,000 ล้านบาท จากการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งจะส่งผลดีกับตลาดหุ้นด้วย และในปีนี้จะมีความพิเศษจากเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่ยังไม่ได้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากรอปัจจัยเรื่องเลือกตั้ง
นายไพบูลย์กล่าวว่า ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ไทยยังมีปัญหาเรื่องเงินเลือกตั้งไม่ชัดเจน เงินยังชะลออยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความชัดเจนจึงเริ่มเห็นสัญญาณเงินไหลเข้า และเชื่อว่าจากนี้ไป โดยเฉพาะในช่วงหลังเลือกตั้งจะเงินต่างชาติไหลเข้ามา ประเมินนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 100,000 ล้านบาท ตลาดหุ้นจึงน่าจะคึกคักในช่วงนี้ และยังมองเป้าดัชนีหุ้น 1,800 จุด
“ทั้งนี้อยากเห็นพรรคการเมืองเน้นทำนโยบายระยะยาวด้วย จากปัญหาทุกวันนี้ที่ไม่ค่อยมีพรรคการเมืองไหนที่จะแตะโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาเรื่องโครงสร้างมีจำนวนมาก โดยต้องใช้เวลาแก้ไข เพราะส่วนใหญ่เน้นนโยบายระยะสั้นๆ ซึ่งมีผลดีกับเศรษฐกิจระยะสั้น เราจึงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง จึงไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว อย่างประชานิยมมองว่าทำได้ แต่ไม่อยากให้เน้นเป็นนโยบายหลัก”นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์กล่าวว่า การสร้างเงินออมในระบบก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันคนไทยออมน้อยมาก เมื่อเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย จะกลายเป็นปัญหาสังคมทันที รัฐบาลจึงต้องวางรากฐานและแก้ปัญหา ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดูเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งควรจะมียุทธศาสตร์ร่วมกับจีนหรือสหรัฐ เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่นมีกับเรา
นายไพบูลย์กล่าวว่า และอยากให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองอาจจะคิดว่าพรรคการเมืองอาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับตลาดเงินหรือตลาดสินเชื่อ แต่ ณ วันนี้ ตลาดทุนคือแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจมากกว่าตลาดสินเชื่อ ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองยิ่งทำให้ตลาดทุนเข้มแข็ง เศรษฐกิจจะยิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น เพราะสะท้อนถึงการระดมทุนทั้งธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถระดมทุนด้วยต้นทุนราคาถูก
“ตลาดทุนตอนนี้ไม่ได้กังวลอะไรมากมาย ไปกว่ารัฐบาลใหม่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนกังวลมากที่สุด เนื่องจากไม่ได้สนใจว่าใครเข้ามา จะเป็นรัฐบาลเก่าก็ได้ รัฐบาลใหม่ก็ได้ แต่ขอให้มีนโยบายที่เราเชื่อมั่น และทำจริงตามที่พูดมา แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือทำได้หรือไม่” นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์กล่าวว่า หากเสียงที่มีอยู่ไม่เพียงพอ หรือในแง่การเป็นรัฐบาลพรรคผสม จะสามารถทำให้ติดขัดบางประการ นี่คือสิ่งที่นักลงทุนห่วงมากกว่า อย่างไรก็ตามหากสามารถเดินหน้านโยบายได้ เชื่อว่าตลาดทุนจะตอบรับได้หมด ทั้งนี้ถ้าได้พรรคเดิมหรือพรรคที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเข้ามา ก็จะดีในแง่ความต่อเนื่องของนโยบาย เช่น โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งหากพรรคใหม่เข้ามาแล้วยืนยันว่าจะทำโครงการที่ทำไปแล้ว เช่น อีอีซี ไม่ได้ถอยหลัง ก็ไม่มีปัญหาอะไร
“หากรัฐบาลมีเสียงที่เกินพอสมควร เช่น มีเสียงเกินครึ่งหรือเกิน 300 เสียง ในสภาล่างหรือในสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็มีความมั่นคงพอสมควร ก็จะอยู่ได้นาน แต่ประเด็นที่นักลงทุนรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ คือไม่แน่ใจว่าจะอยู่เกินปีครึ่งหรือไม่” นายไพบูลย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ในช่วงท้ายมีคำถามพิเศษเกี่ยวกับการต่ออายุกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ซึ่งตัวแทนพรรคทั้ง 7 พรรค ไม่ปฏิเสธว่าไม่ต่ออายุแอลทีเอฟ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดทุน พัฒนาเรื่องการออมเงิน และปรับรูปแบบหรือเพิ่มนวัตกรรมการออมของประเทศให้ทันสมัย

