กองสลากผุด หวยชุด 2 ใบ 12 ล. แก้ลำขายแพง
แก้หวยแพงเป็นนโยบายแรกๆ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ ออกมาตรการมาเป็นระยะ ล่าสุดเข้าสู่ระยะที่ 3 ทำหวยชุด เริ่มในงวดวันที่ 1 มีนาคม 2562
รายละเอียดของมาตรการระยะที่ 3 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดชุดสลากเอง ขายส่งให้ผู้ค้ารายย่อย ซึ่งมีปริมาณสลาก 57 ล้านใบ คิดเป็น 65% ของประมาณสลากทั้งหมด 90 ล้านใบ หลังจากนั้นขอติดตามมาตรการ 3 เดือนก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการกับระบบโควต้า 33 ล้านใบ หรือคิดเป็น 35% ของประมาณสลากทั้งหมดหรือไม่
เดิมผู้ค้ารายย่อยจองและซื้อสลากผ่านธนาคารกรุงไทยกว่า 1 แสนราย ได้รับสลากไปคนละ 5 เล่ม เป็นลักษณะของการเรียงเบอร์คือใน 1 เล่ม หรือ 100 ใบ เลขหน้าเหมือนกัน 4 ตัว ส่วนเลข 2 ตัวหลังไล่ไปตั้งแต่ 00-99 ทำให้สลากดังกล่าวถูกซื้อต่อไปรวมชุดโดยยี่ปั๊วรายใหญ่ ซึ่งจะมาซื้อจากผู้ค้าทันทีเมื่อผู้ค้ารับจากสำนักงานสลากฯ หลังจากนั้นนำเลขในเล่มที่เหมือนกันไปชนชุดกัน แล้วนำมาขายส่งให้ผู้ค้ารายย่อยไปขายต่อให้ประชาชนอีกทอดหนึ่ง
วงจรดังกล่าวทำให้ต้นทุนในการจัดชุดสลากเพิ่มขึ้น จากราคาขายส่งของสำนักงานสลากฯ 70.40 บาทต่อใบ หรือเล่มละ 7,040 บาท ปรับขึ้นไปสูงถึง 8,000 บาทต่อเล่มหรือ 80 บาทต่อใบ
ส่วนเลขดัง เลขสวยราคาพุ่งสูงกว่า 9,000 บาทต่อเล่มหรือ 90 บาทต่อใบ
หากเป็นเลขสวย ชุดใหญ่ ราคาส่งสูงกว่า 10,000 บาทต่อเล่ม หรือกว่า 100 บาทต่อใบ ทำให้เลขชุดสวยขายให้กับประชาชนราคาพุ่งไปถึง 150-200 บาทต่อใบ จนเป็นที่มาของมาตรการล่าสุดเพื่อแก้ลำยี่ปั๊วนำไปรวมชุด และดึงราคาสลากให้ต่ำลงเหลือ 80 บาทต่อใบ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯพยายามออกมาตรการแก้ปัญหาสลากแพง เพื่อทำให้ราคาสลากขาย 80 บาทต่อใบ โดยระยะแรกเป็นการจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมาย
ระยะที่ 2 คือ การปรับแผนและกำหนดทิศทางการจำหน่าย ด้วยการจัดระบบการจำหน่ายสลากผ่านโครงการซื้อ-จองล่วงหน้า ผ่านธนาคารกรุงไทย เป็นการปรับสมดุลปริมาณสลากระหว่างระบบตัวแทนจำหน่ายและระบบการซื้อ-จองล่วงหน้า ทำให้สลากกระจายไปยังผู้จำหน่ายทั่วประเทศ
ล่าสุด คือ ระยะที่ 3 คาดหวังว่ามาตรการนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม เพราะแนวทางนี้ผ่านการลงพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสลาก ผลการรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ผู้ซื้อต้องการซื้อสลากแบบรวมชุด ผู้ขายจึงต้องไปหาซื้อสลากมารวมชุดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ ทำให้ต้นทุนการจำหน่ายเพิ่มขึ้น และยังทำให้สลากแบบใบเดี่ยวหายไปจากตลาด
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถาน การณ์การจำหน่ายสลากแบบรวมชุดทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในเรื่องของปริมาณการรวมชุดและเรื่องของราคา จนทำให้การหาซื้อสลากแบบใบเดี่ยวยาก คณะกรรมการสลากฯมีมติให้จัดทำสลากแบบรวมชุดขึ้น โดยเป็นการรวมชุดแบบ 2-2-1 คือ การจัดชุด 2 ใบ เป็นจำนวน 2 เล่ม และจัดชุด 2 ใบ อีก 2 เล่ม และมี 1 เล่ม ที่เป็นใบเดี่ยว สำหรับชุดแรกมีเลข 6 หลักเหมือนกัน 2 ใบ จำนวน 100 ชุด และอีกชุดจะมีเลข 6 หลักเหมือนกัน 2 ใบ ไม่ซ้ำกับชุดแรกอีกจำนวน 100 ชุด และอีก 1 เล่ม จำนวน 100 ใบ เป็นเลขที่ไม่เหมือนกับเลขชุดอื่นๆ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ จะคละตัวเลขภายในเล่มเดียวกัน การจัดจำหน่ายเป็นการกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำไปจัดชุดในปริมาณมากๆ ได้อีกต่อไป รวมถึงจะพิมพ์สีที่แตกต่างกันเป็นจุดสังเกต เพื่อให้ผู้ขายและผู้ซื้อเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสลากที่พิมพ์ออกมาเป็นแบบรวมชุด ซึ่งการจัดพิมพ์สลากแบบรวมชุดในลักษณะดังกล่าวนี้เพื่อตอบสนองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ที่มีความต้องการซื้อขายสลากแบบรวมชุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องจำกัดปริมาณการรวมชุดไม่ให้มากจนเกินไป
การทำสลากชุดดังกล่าวทำให้ผู้ค้ารายย่อย 1 ราย รับสลาก 5 เล่ม มีสลากชุดขาย 2 ใบ จำนวน 200 ชุดใน 4 เล่ม และมีสลากใบขายอีก 100 ใบ ใน 1 เล่ม โดยตัวเลขของสลากเลขหน้า 4 ตัวไม่ซ้ำกัน แต่เลขหลัง 2 ตัวจะเรียงกันไปตั้งแต่ 00-99 ทั้ง 5 เล่ม แนวทางนี้ถือว่าเปลี่ยนจากเดิมที่สลากเลขหน้า 4 ตัวเหมือนกัน ส่วนเลข 2 ตัวหลังจะเรียงกันไปตั้งแต่ 00-99
วิธีการกระจายสลากและการพิมพ์แบบใหม่นี้ทำให้คนในสำนักงานสลากฯ และบอร์ดสลากมั่นใจว่ายี่ปั๊วจะนำสลากไปชนชุดกันยากขึ้น เพราะด้วยเลขที่คละกัน 4 เลขหน้า จึงมีโอกาสตามหาเลขในชุดที่เหมือนกันไปชนชุดเพื่อทำเป็นหวยชุดได้เพียง 1 ใน 1 แสนเท่านั้น
แนวคิดในการทำสลากชุดนี้ใช้เวลาเตรียมงานเป็นปี เนื่องจากต้องปรับระบบการพิมพ์สลากใหม่ ต้องสั่งซื้อโปรแกรมการพิมพ์มาจากต่างประเทศ รวมถึงทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อรวมชุดให้ไปแล้ว จะไม่เอื้อให้ยี่ปั๊วนำไปรวมชุดที่ใหญ่ขึ้น จากขณะนี้มีข่าวเศรษฐีใหม่ 100 ล้านเกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะปริมาณสลากมีมากขึ้นทำให้สลากชุดใหญ่ทำได้ง่าย
การพิมพ์สลากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2558 ก่อนหน้าที่บอร์ดสลากชุด พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์
เป็นประธานจะเข้ามา ปริมาณสลากอยู่ที่ 37 ล้านใบ ต่อมาพิมพ์เพิ่มเป็น 50 ล้านใบ และเพิ่มเป็น 65 ล้านใบ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ 90 ล้านใบ ถือว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว
บอร์ดสลากให้เหตุผลอัดสลากเข้าไปในตลาดสูงขนาดนั้น เพราะต้องการทำให้ราคาลดลง รวมถึงปรับแนวทางการขายใหม่จากเดิมมีแค่ระบบโควต้า เพิ่มมาเป็นระบบการซื้อจองผ่านธนาคารกรุงไทยให้กับผู้ค้ารายย่อย แต่สุดท้ายราคาขายสลากยังไม่ลดลง เพราะปริมาณสลากที่สูงขึ้น เอื้อให้ยี่ปั๊วไปกว้านซื้อสลากมาจัดชุดขายง่ายขึ้น และอัพราคาให้สูงขึ้น ส่วนคนซื้อไม่ปฏิเสธเพราะอยากรวยเป็นเศรษฐี 100 ล้านบาท กับเงินลงทุนไม่กี่พันบาท จึงทำให้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาสลากชุดขายดีมาก
มาตรการแก้ปัญหาสลากแพงล่าสุดน่าจะเป็นมาตรการสุดท้ายของบอร์ดชุดนี้ เนื่องจากบอร์ดดังกล่าวเข้ามาทำหน้าที่โดยคำสั่ง คสช. ดังนั้น บอร์ดสลากชุดนี้ต้องสิ้นสุดอำนาจลงตาม คสช. แต่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ คสช.สิ้นสุดอำนาจลง โดยประธานบอร์ดกลับไปเป็นของปลัดกระทรวงการคลังตามเดิม
คงต้องติดตามว่าสุดท้ายแล้วหวยแพง คสช.พยายามแก้ไขมาเกือบ 5 ปี ในช่วงที่มีอำนาจอยู่นั้น จะสำเร็จในมาตรการสุดท้ายหรือไม่

