นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังประชุมโครงการสนับสนุนการต่อเรือในประเทศเพื่อพัฒนากองเรือขนส่งน้ำมันชายฝั่งของไทย ว่า กระทรวงได้หารือร่วมกับกรมเจ้าท่า(จท.) กระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) ผู้ประกอบการอู่ต่อเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสนับสนุนให้มีการต่อเรือใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น หลังพบว่าผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ในไทย ตั้งแต่ 3,000 ตันกรอสขึ้นไป จะนำเข้าเรือมือสองหรือเรือเก่าจากต่างประเทศ เช่น จีน และเกาหลีใต้ มาให้บริการแทนการสั่งต่อเรือใหม่ในประเทศ เนื่องจากมีราคาถูกกว่ามาก จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อเรือในประเทศ และให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน
“ตอนนี้มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 115 ลำ มีอายุเกิน 25 ปีแล้ว จึงให้กรมเจ้าท่าไปพิจารณาดูว่ายังใช้งานได้หรือไม่ ขณะเดียวกันดูอนาคตต้องต่อเรือบรรทุกน้ำมันขึ้นมาใหม่กี่ลำ จึงต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เอ็กซิมแบงก์ หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ว่าจะเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการต่อเรือในประเทศได้อย่างไร อาจเพิ่มเวลาการใช้คืนเงินกู้ จาก 8 ปี เป็น 12 ปี ลดดอกเบี้ยให้ถูกกว่า 2% ได้หรือไม่ ปัจจุบันผู้ประกอบการอู่ต่อเรือในไทยถือว่ามีศักยภาพต่อเรือมาใช้เองได้อยู่แล้ว ทั้งส่วนของหน่วยงานราชการ เรือเอกชน เรือรบ และเรือขุด เป็นต้น ”นายออมสิน กล่าว
นายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีด้านการขนส่งทางน้ำ กรมเจ้าท่า กล่าวว่า ทางญี่ปุ่นพร้อมให้ความช่วยเหลือไทยเรื่องแบบต่อเรือขนาดสองชั้น โดยจะส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคเข้ามาควบคุมการต่อเรือให้ด้วย แต่ไทยจะต้องหาวิธีจูงใจให้เกิดการลงทุนต่อเรือขึ้นในประเทศให้ได้ก่อน ซึ่งไทยยังไม่เคยต่อเรือบรรทุกน้ำมันขึ้นมาใช้งานเอง ทั้งนี้ การต่อเรือเองคาดใช้เวลาประมาณ 18 เดือน/ลำ ขณะที่ต่างประเทศใช้เวลาประมาณ 8-10 เดือน ส่วนราคาเรือขนาด 3,000 ตันกรอส อยู่ที่ 6-7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 210-245 ล้านบาท

