นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.)ได้ส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชันไลน์ ด่วนที่สุด ถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดี(อ.)กรมชลประทาน
เรื่อง การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชนที่คัดค้านโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้งพื้นที่จ.นครศรีธรรมราชและจ.พัทลุง ว่า
ตามที่ได้มอบหมายให้อ.ชลประทานมาพบกลุ่มประชาชนที่ชุมนุมคัดค้านการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง ใน 28 ม.ค.62 เวลา 08.00 น. นั้น
เนื่องจากรมว.กษ.ได้ติดตามประเด็นที่ประชาชนคัดค้านโครงการของกรมชลประทานแล้วทราบว่ากลุ่มประชาชนที่กำลังชุมนุมในขณะนี้ยังได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการทั้ง 4 แห่งไม่ครบถ้วนสมบูรณ์และบางเรื่องก็เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
จึงให้อ.ชลประทานได้นำข้อมูลที่เป็นเรื่องจริงดังต่อไปนี้ไปชี้แจงประชาชนด้วยคือ
1.โครงการทั้ง 4 แห่งนั้น มีเพียง 1 โครงการเท่านั้น ที่ได้รับการเสนอให้ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อ 18 ธ.ค.61 คือโครงการเขื่อนวังหีบ วงเงินประมาณการ(ย้ำเป็นประมาณการเท่านั้น) ก่อสร้าง 2,300 ล้านบาทซึ่งมีกิจกรรมและแผนงานหลายส่วน การอนุมัติของ ครม.ดังกล่าวเป็นการอนุญาตเปิดโครงการเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานสามารถลงไปสำรวจตรวจสอบพื้นที่จริงเพื่อนำข้อมูลมาเขียนรายละเอียดในการจัดทำโครงการ/แผนงาน แต่ละเรื่องเพื่อขอนุมัติงบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างจริงอีกครั้งหนึ่งโดยจะต้องมีส่วนราชการอื่นๆร่วมพิจารณาด้วยเช่นสำนักงบประมาณ/ก.คลัง/สภาพัฒนาฯเป็นต้น
ในชั้นนี้จึงยังไม่มีการจัดซื้อ/จัดจ้างแต่อย่างใด ดังนั้นในชั้นนี้ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กรมชลประทานจะลงไปสำรวจพื้นที่จริงนั้น กลุ่มประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก็สามารถส่งตัวแทนมาร่วมกับคณะทำงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานเพื่อชี้แจงและให้ข้อมูลต่างๆเพื่อนำมาปรับปรุงหรือแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนได้เช่นกัน
2.โครงการผันน้ำเมืองนครเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเขตเทศบาลนครศรีธรรมราชอำเภอ นั้น ค.ร.ม.ได้อนุมัติให้กรมชลประทานเข้าไปดำเนินการตามโครงการได้ตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2560 แล้ว จึงไม่ใช่เป็นเร่งรีบอนุมัติก่อนที่การเลือกตั้งฯในเร็วๆนี้แต่อย่างใด
เนื่องจากโครงการนี้ได้มีการดำเนินการไปหลายแผนงานแล้วเช่น การวัดเขตโครงการ/การเวนคืนที่ดินเพื่อจ่ายค่าชดเชยที่ดินที่ใช้ก่อสร้าง เป็นต้น หากประชาชนผู้มีส่วนได้เสียรายใด/กลุ่มใดต้องการแก้ไขหรือยกเลิกโครงการก็ต้องแสดงเหตุผลหลักฐานต่างๆที่แสดงว่าการดำเนินงานของกรมชลประทานและส่วนราชการที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อประชาชนอันไม่อาจแก้ไขหรือเยียวยาได้ กรมชลประทานและส่วนราชการนั้นๆก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายหรือรับข้อเสนอของประชาชนมาปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกต่อไป
3.โครงการเขื่อนคลองสังข์ อ.ทุ่งใหญ่นั้น เป็นโครงการชลประทานขนาดกลางซึ่งเปิดโครงการโดยกรมชลประทาน ซึ่งตามระเบียบไม่ต้องเสนอ ค.ร.ม.อนุมัติและรมว.กษ.ก็ไม่เคยเสนอโครงการนี้ให้ค.ร.ม.อนุมัติมาก่อนแต่อย่างใดประกอบกับโครงการเขื่อนคลองสังข์เป็นโครงการที่สำนักงานคณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(ก.ป.ร.)สนับสนุนงบประมาณบางส่วนในปีงบประมาณ 2561 ให้กรมชลประทานดำเนินงาน ส่วนงบประมาณที่เหลือจะใช้งบประมาณปกติในปี 2562
หากกลุ่มประชาชนมีข้อมูลว่าโครงการนี้ไม่ถูกต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเรื่องใดบ้างก็ให้เสนอมาได้ เพื่อกรมชลประทานจะได้นำข้อเสนอดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับสำนักงาน ก.ป.ร.ให้มีความถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
4.โครงการประตูกันน้ำปากประ จังหวัดพัทลุงนั้น เป็นโครงการที่กรมชลประทานเพิ่งเริ่มทำการศึกษาเท่านั้น กรมชลประทานและรมว.กษ.จึงยังไม่ได้นำเสนอ ค.ร.ม.อนุมัติ แต่อย่างใด ซึ่งที่มาของการศึกษาก็เนื่องจากปี 2545 มีประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณคลองปากประ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ร้องเรียนว่ามีน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่ทำการเกษตรทำให้ขาดแคลนน้ำจืดเพื่อการบริโภคและการเกษตร กรมชลประทานจึงได้กำหนดแผนงานให้ทำการศึกษาก่อนในเบื้องต้น
ดังนั้น หากประชาชนในพื้นที่และผวจ.พัทลุงยืนยันว่าปัจจุบันปัญหาน้ำเค็มที่บริเวณคลองปากประไม่เป็นปัญหาแล้ว กษ.ก็จะสั่งการให้กรมชลประทานยกเลิกโครงการนี้ได้ทันทีตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องต่อไป
อนึ่งในการชี้แจงประชาชนครั้งนี้ หากประชาชนไม่มั่นใจหรือไม่เชื่อถือในข้อมูลตามที่ชี้แจงมาข้างต้น ก็ให้กรมชลประทานทำเป็นหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกลุ่มประชาชนได้
ขณะเดียวกันก็ขอให้อ.กรมชลประทานชี้แจงกับผู้แทนกลุ่มประชาชนให้ชัดเจนว่า หากประชาชนในพื้นที่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มยืนยันว่าไม่มีปัญหาความเดือดร้อนใดๆเกิดขึ้นในพื้นที่แล้ว เช่นปัญหาน้ำเค็มคลองปากประ ก็สามารถสั่งยกเลิกโครงการได้เพราะกรมชลประทานเป็นหน่วยราชการที่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มเป็นเป้าหมายในการทำงานและต้องปฎิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายและระเบียบราชการกำหนดไว้ด้วย มิฉนั้นก็จะเกิดความเสียหายและถูกประชาชนผู้ส่วนได้เสียในพื้นที่ฟ้องร้องได้เช่นกัน

