หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ผนึกสภาผู้...

พณ.ผนึกสภาผู้ส่งออกฯแนะผู้ประกอบการรับมืออย่างไรกับสงครามการค้าโลกปี62

28.01.19 | 11:18 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวภายหลังการเปิดงานสัมมนาและบรรยายพิเศษในงาน “อนาคตส่งออกไทยกับพลวัตของสงครามการค้า” จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ที่โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว ที่้มีภาครัฐและเอกชนร่วมกว่า 300 คน ว่า เพื่อเป็นเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย รับมือสถานการณ์การค้าโลก ปี 2562 โดยเฉพาะปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯและจีน ที่จะกระทบต่อการค้าโลก รวมถึงไทย ซึ่งผู้แทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของไทย ได้แก่ อาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและอลูมิเนียม ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม ร่วมเสวนาวิเคราะห์สถานการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อโอกาสทางการค้า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย

นางอรมน กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เริ่มมีข่าวว่าสถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจมีแนวโน้มดีขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ มีการพบหารือกันเป็นระยะและต่อเนื่อง เพื่อหาทางออกต่อปัญหาทางการค้าระหว่างกัน โดยมีข่าวว่าจีนอาจเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ หากสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปเป็นที่น่าพอใจร่วมกันได้ น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคธุรกิจ และเป็นบรรยากาศที่ดีต่อการค้าและการลงทุนของโลก ขณะเดียวกันไทยอาจจำเป็นต้องเตรียมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น หากสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจากจีนลดลง เนื่องจากจีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแทนการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น จะมีผลต่อการส่งออกของไทยไปจีนหรือไม่ หรือหากจีนพิจารณาย้ายฐานการผลิตสินค้าบางส่วนจากจีนไปตั้งในประเทศที่สาม เพื่อลดการส่งออกโดยตรงจากจีนไปสหรัฐฯไทยจะสามารถดึงดูดจีนมาลงทุนในไทยได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร และในสาขาการผลิตใด

นางอรมน กล่าวว่า จากมาตรการทางการค้าที่ทั้ง2ประเทศใช้ในปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถิติการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงของไทยจากมาตรการของทั้งสองประเทศ เบื้องต้น พบว่ามีสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯสูงขึ้น อาจเกิดจากการส่งออกไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้า ICT ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนสูงขึ้น คาดว่าอาจเป็นเพราะไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกไปทดแทนสินค้าสหรัฐฯในตลาดจีน เช่น น้ำมันปิโตรเลียมดิบ สินค้าเกษตร จำพวกผลไม้ และกุ้งแช่แข็ง ขณะเดียวกัน สินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐฯตามมาตรา 232 ทำให้การส่งออกเหล็กและท่อเหล็กของไทยลดลงในปี 2561

นางอรมน กล่าวว่า ส่วนผลกระทบทางอ้อม คือการเบี่ยงเบนทางการค้าของสินค้ามายังประเทศไทย โดยไทยมีการนำเข้าเหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นในปี 2561 และยังมีสินค้าที่จีนส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์บางรายการ และในปัจจุบันสหรัฐฯยังอยู่ระหว่างการไต่สวนว่าจะประกาศใช้มาตรา 232 กับสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ หากที่สุดแล้วสหรัฐฯตัดสินใจประกาศใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า กับสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากประเทศต่างๆผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

นางอรมน กล่าวว่าในฐานะที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก ต้องติดตามสถานการณ์ทางการค้าที่จะเกิดขึ้นปี 2562 อย่างใกล้ชิด รวมทั้งสถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน เพราะมาตรการทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายใช้ต่อกัน อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยได้ งานสัมมนาครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากภาคส่วนต่างๆ ได้ฟังการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการค้าจากผู้เชี่ยวชาญทั้งนักวิชาการสายเศรษฐกิจ และภาคเอกชนนักธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาโอกาสและขยายการส่งออกของไทย

Advertisement

ทั้งนี้ปี 2561 จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 80,136.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า8.67% ขณะที่สหรัฐฯเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 43,116 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า4.22%

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน