อิมแพคเมืองทองธานี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานสานพลังปฏิรูปภาคเกษตรไทย ในโอกาสครบรอบ 52 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ว่า กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างการเดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตร โดยหารือกับกระทรวงพาณิชย์และ ธ.ก.ส.ในเรื่องข้อมูลการปลูกพืชและผลไม้ว่า ถ้ามีการปลูกต้องดูแลเรื่องแหล่งรับซื้อให้กับเกษตรกรด้วย จึงทำโครงการตลาดนำการผลิตโดยกระทรวงเกษตรฯจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการซื้อขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อลดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และการจัดโควต้าการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ป้องกันสินค้าล้นตลาด
“กระทรวงเกษตรฯได้เสนอแนวทางต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลให้ราคาข้าวไม่มีเสถียรภาพ โดยแนะนำว่าข้าวที่ควรนำมาปลูก ควรเป็นข่าวที่มีคุณภาพดี อาทิ ข้าวอินทรี ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น จะได้ขายได้ราคาดี ทั้งนี้ เมื่อชาวนาลดพื้นที่ในการปลูกข้าวแล้ว ให้มาประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์และสมาคมผู้เลี้ยงอาหารสัตว์ พบว่าใน 1 ปี ประเทศไทยต้องใช้ข้าวโพด 4 ล้านตัน มาทำอาหารสัตว์ แต่ไทยสามารถปลูกได้ 2 ล้านตันจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้รู้ว่าข้าวโพดเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถปลูกแทนข้าวได้ ต่อไปเน้นการตลาดนำการผลิต ” นายกฤษฎา กล่าว
นายกฤษฎา กล่าวว่า ในส่วนการปฏิรูปการเกษตรเรื่องของน้ำท่วมและภัยแล้ง ขณะนี้กรมชลประทาน ได้เข้าไปแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซากที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุง และเตรียมแผนที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่แต่กลับได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุดและเป็นการทำลายธรรมชาติ กระทรวงเกษตรฯได้รับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว โดยหลังนี้จะให้ทั้งประชาชนและกรมชลประทาน ได้ทำงานร่วมกันเพื่อการแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดมากขึ้น
“ผมอยากให้ธ.ก.ส. ปรับบทบาท ไม่ใช่เพียงแต่ปล่อยกู้เงินเพียงอย่างเดียว อยากให้ทางธ.ก.ส. มาทำงานควบคู่กับกระทรวงพาณิชย์ เพราะมีพนักงานอยู่ทั่วทั้งในจังหวัด อำเภอ และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องบัญชี หรือเศรษฐกิจ บางครั้งก็มีความเข้าใจมากกว่าปลัดอำเภอ ทั้งนี้ หากธ.ก.ส. เพิ่มบทบาทหน้าที่ ทำการตลาดให้กับชาวไร่ชาวนา จะสามารถเติมเต็มให้การปฏิรูปภาคการเกษตรของรัฐบาลชุดนี้ ประสบความสำเสร็จได้อย่างสมบูรณ์ ” นายกฤษฎา กล่าว
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยมีผู้ที่เกี่ยวข้องและทำอาชีพเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน แต่มีมูลค่าทางการเกษตรไม่ถึง 10% ทั้งที่ความจริงแล้ว ภาคการเกษตร ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ทางกระทรวงพาณิชย์ แนะว่าเกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้เท่าทันโลก ทั้งนี้ จึงมีแนวคิดที่จะยกระดับการจำหน่ายสินค้าบนแพลทฟอร์มออนไลน์ โดยการนำร่องขายทุเรียน ให้กับประเทศจีนผ่านแพลตฟอร์มฯ ดังกล่าว ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี หลังจากนี้ ต้องมีการคุมเรื่องการผลิต ไม่เช่นนั้น อาจเกิดปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดได้ จึงขอแนะให้ชาวสวนปลูกตามออเดอร์เท่านั้นถึงจะคุ้มค่าและไม่เสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตรไทยปี2562 เนื่องจากรอบปีที่ผ่านมา เกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการลดภาระหนี้ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคเกษตรตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 เกษตรกร 3.81 ล้านราย ได้ลดดอกเบี้ย 3% และขยายเวลาชำระต้นเงิน 3 ปี ทำให้เกษตรกรผ่อนคลายปัญหาหนี้สิน และมีกำลังใจที่จะปรับเปลี่ยนการผลิตพืชตามความต้องการของตลาดมากขึ้น
นายอภิรมย์ กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา ในการพัฒนาภาคการเกษตร 3 ด้าน คือ 1.ปรับ การเกษตรแบบดั้งเดิมมาใช้เทคโนโลยีและวัตกรรมการเกษตรเพื่อลดต้นทุน เช่น การผสมปุ๋ยใช้เอง การเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี Agri-Tech เช่น การปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด การใช้เครื่องจักรในการทำไร่อ้อย ใช้โดรนเพื่อการเกษตร เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแรงงานในภาคการเกษตร
นายอภิรมย์ กล่าวว่า 2.เปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยปลูกพืชตามแผนที่เกษตร ในพื้นที่ที่เหมาะสม อาทิ การปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยใช้หลัก ตลาดนำการผลิต อาทิ การแปรรูป การทำเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และ 3.พัฒนาสหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการ เอสเอเอ็มอี เป็นหัวขบวนนำการเปลี่ยนแปลง โดยสนับสนุนให้มีการผลิตการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่มูลค่าสินค้าเกษตร อาทิ ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีตลาดที่แน่นอนและมีรายได้มั่นคง
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


