นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในหัวข้อ “ความหวังใหม่กับเศรษฐกิจไทยในปีหมู ต้องเลือกเพื่อสร้างโอกาส” ว่า การเมืองมีความน่าสนใจคือ หากการเลือกตั้งในครั้งนี้สำเร็จจะเป็นการเลือกตั้งสำเร็จครั้งแรกในรอบ 8 ปี ซึ่งระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ อาจไม่สามารถทำให้ได้ผู้ชนะการเลือกตั้งแบบชัดเจนได้ จึงคาดว่ามีโอกาสเกิดรูปแบบรัฐบาลผสมได้ รวมถึงความไม่แน่นอนของผู้ที่จะมาเป็นนายกคนต่อไป ถึงแม้จะมีการประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจนออกมาแล้วก็ตาม จึงมองว่าความไม่แน่นอนอาจเกิดขึ้นจากกฎการเลือกตั้ง และระยะเวลาระหว่างวันเลือกตั้งกับวันที่มีรัฐบาลใหม่ อาจทำให้นักลงทุนและผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจ และทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งแรกปี 2562 ชะลอตัวได้
“ หากการเลือกตั้งผ่านไปได้ด้วยดี จะเป็นส่วนเร่งรัดการลงทุนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และการคลัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สามารถลดผลกระทบในแง่ลบจากปัจจัยภายนอกบางส่วนได้ “
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะเติบโตแบบชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับปี 2561 เนื่องจากการส่งออกชะตัวลดลง ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนลดจำนวนลง ถึงแม้จะฟื้นกลับมามากขึ้น และยอดขายรถยนต์ไม่ได้โตเท่าที่ควร เนื่องจากการบริโภคในปี 2561 โต 4% ซึ่งเป็นผลมาจากสินค้าคงทน โดยเฉพาะรถยนต์ที่เป็นส่วนหนุนให้การบริโภคขยายตัว โดยทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่เป็นส่วนกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้น ไม่ดีเท่าที่ควรในปีนี้ รวมถึงรายได้ของภาคเกษตรที่ยังมีราคาสินค้าหลายตัวไม่ดี ถึงแม้ว่าราคาข้าวในช่วงปลายปีจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะสร้างเม็ดเงินในปี 2563
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า บริษัทฯตั้งเป้าการเติบโต 8% จากปี 2561 เติบโต 18.5% โดยคงเน้น 3 ธุรกิจหลัก คือ 1.ธุรกิจสินเชื่อ ที่จะขยายเฉพาะสินเชื่อกลุ่มที่ให้ผลกำไรเหมาะสมมากกว่าการเพิ่มยอดสินเชื่อโดยทั่วไป 2.ธุรกิจ Private Bank ซึ่งปี 2561 บริษัทฯยอดสินทรัพย์ของลูกค้าในการดูแลสูงกว่า 650,000 ล้านบาท และ3.ธุรกิจ Wholesale & Investment Bank คาดปีนี้จะเติบโตได้ต่อเนื่อง
นายอภินันท์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทฯจะเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้น และจะมีการนำเงินของลูกค้าไปลงทุนต่างประเทศ โดยจะกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงให้มากที่สุด และมองว่าถึงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วในปลายปีที่ผ่านมา แต่ทิศทางดอกเบี้ยเงินกู้ปีนี้น่าจะยังไม่ขยับขึ้น และคาดว่าไม่มีผลกระทบอะไร เพราะยังไม่เห็นว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น“ นายอภินันท์ กล่าว

