หน้าแรก เศรษฐกิจ รัฐเล็งฟื้นบ้...

รัฐเล็งฟื้นบ้านบีโอไอขยับราคาเป็น1.5ล้าน เอกชนขอเว้นภาษีแทนคืนภาษี

5.02.19 | 20:46 น.

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และที่ปรึกษานายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน สัมมนา “อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจ ปี 2562” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ จัดโดย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ว่า นายสมคิด ได้มีการสั่งให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพิ่มการส่งเสริมการลงทุนกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย หลังจากที่ได้ยกเลิกไปแล้วเพราะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ จะมีการปรับรายละเอียดใหม่ อาทิ ราคาบ้านที่เดิมอยู่ที่ 1 ล้านบาท อาจจะขยายเพดานราคาเนื่องจากที่ราคาที่ดินที่ปรับตัวขึ้น เป็น 1.2 ล้านบาทในต่างจังหวัด และ 1.5 ล้านบาท ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ขณะนี้ได้ประสานงานกับ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้มีการทำข้อมูลเพื่อเสนอเข้ามาประกอบการพิจารณารณาออกเกณฑ์รายละเอียดต่าง ๆ ของบีโอไอ ทั้งนี้ ในส่วนของธอส. มีเงินรองรับเพื่อสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการและผู้กู้ซื้อบ้านรายย่อยผ่านโครงการบ้านล้านหลังด้วย รวมทั้งจะมีการขอขยายวงเงินโครงการบ้านล้านหลังอยู่ระหว่างการขอจากกระทรวงการคลัง

“แม้ว่าทางรัฐบาลยังไม่ได้วางมือในการทำงาน แต่โดยมารยาทจะไม่ทำงานเชิงนโยบายแล้ว ดังนั้นจึงเน้นการทำงานจึงจะเน้นการสานงานต่องานที่ทำอยู่แล้ว หลังจากนี้ต้องรอการเลือกที่จะเกิดขึ้น และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือใครเป็นนายกรัฐมนตรี อยากให้ให้ความสำคัญกับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เพราะตราบใดที่คนยังไม่มีที่อยู่อาศัย ยังความมั่นคงในชีวิตไม่พอเพียง ไม่ว่านายกฯหรือรัฐบาลเก่งกาจขนาดไหน ความมั่นคงประเทศและเศรษฐกิจก็ไปไม่รอด” นายสุรชัย กล่าว

นายสุรชัย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2561 ที่ผ่านมา ฟื้นตัวแล้วทุกพื้นที่ โดยมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ 825,000 ล้านบาท ขยายตัว 22% จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 358,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14% สำหรับปี 2562 ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ คือ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยขาขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ ธอส. มีบ้านล้านหลังให้ดอกเบี้ยคงที่ 5 ปี ถือเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่จะมีการเพิ่มดาวน์การซื้อที่อยู่อาศัย หรือมาตรการแอลทีวี ที่จะกระทบผู้ซื้อบางส่วน ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากปัจจัยสงครามการค้า จะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นการตัดสินใจลงทุนและผู้ซื้อชาวจีนอาจจะกระทบ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนรัฐบาลใหม่ และนโยบายที่จะออกมาจะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้

“ปีนี้ตลาดจะน่าจะมีการปรับตัวย่อตัวลง และผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ผู้ประกอบการมีต้นทุนทำให้การลงทุนชะลอตัว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวในสภาวะเศรษฐกิจทั้งในและภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีความผันผวน ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาบ้านมือหนึ่ง อาจจะพิจารณาบ้านมือสองด้วย เพราะจะเป็นตลาดที่รองรับความต้องการที่อยู่อาศัยอีกตลาดหนึ่ง แทนที่จะลงทุนซื้อที่ดินและลงทุนใหม่ สามารถซื้อทรัพย์สินรอขาย(เอ็นพีเอ) ของธนาคารในราคาที่เหมาะสมมาปรับปรุงขายใหม่ เพราะความต้องการที่อยู่อาศัยมีต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. อยู่ระหว่างการพัฒนาฐานข้อมูลบ้านมือสอง นอกจากนี้ ด้านกฎหมายนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจะไม่ทันในรัฐบาลคาดว่าจะออกมาในรัฐบาลหน้า จะทำให้มีกฎหมายมาคุมการขาย มีการขึ้นทะเบียนนายหน้า และจะพัฒนาการขายอสังหาริมทรัพย์ไทยไปยังต่างประเทศ และนำผู้ซื้อต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยได้” นายสุรชัย กล่าว

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า โครงการบ้านบีโอไอที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไปขอสนับสนุนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยด้านผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ได้ไปจับตลาดเนื่องจากไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ การขอสนุนสนุนมีข้อจำกัดและกระบวนการยุ่งยาก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องไปขอคืนภาษี ซึ่งภาษีที่ให้คืนให้คืนเฉพาะในส่วนการลงทุนสาธารณูปโภคของโครงการ เช่น ถนน น้ำ ไฟ ประปา เป็นต้น และต้องมีกรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบ ดังนั้น มองว่าหากจะดำเนินการควรยกเว้นภาษีให้กับผู้ประกอบการ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อวัสดุก่อสร้างเพื่อนำมาลงทุน ภาษีธุรกิจเฉพาะที่เก็บอยู่ที่ 3.3% เป็นต้น เพื่อให้เกิดความน่าสนใจของผู้ประกอบการมากขึ้น ด้านการขยายราคาบ้านเพิ่มขึ้น มองว่าควรขยายเป็นเพดาน แต่แล้วแต่ว่าผู้ประกอบการจะพัฒนาราคาเท่าใด เพราะหากพัฒนาราคาที่สูงขึ้น เช่น ราคา 1.5 ล้านบาท ผู้กู้จะต้องผ่อนเดือนละ 12,000 ล้านบาท หรือมีรายได้ราว 30,000-35,000 บาทต่อเดือน ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อย

Advertisement

“หากมีการปรับเกณฑ์เป็นเว้นภาษีให้ผู้ประกอบการคาดว่าจะมีผู้ประกอบการสนใจของพัฒนาบ้านบีโอไอมากขึ้น เพราะบีโอไอเดิมพัฒนายูนิตละ 1 ล้านบาท ได้คืนภาษีเพียง 50,000 บาท แต่กระบวนการยุ่งยาก ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูง ทำให้การขายช้าและผู้ประกอบการต้องแบกภาระหากโครงการสร้างเสร็จแล้ว” นายอธิป กล่าว