หน้าแรก เศรษฐกิจ สคร.-ยาสูบ แจ...

สคร.-ยาสูบ แจงไม่มีการเอื้อประโยชน์นายทุน

31.01.19 | 14:04 น.

นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) กระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษก สคร. กล่าวว่า ชี้แจงข้อวิจารณ์(จากแฟนเพจ pramote nakornthab ของนายปราโมทย์ นาครทรรพ) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ สคร. ในเรื่อง 1. การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตแห่งประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFFIF) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 2. การให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการทางหลวงพิเศษสายบางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี และ 3. การจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ) ดังนี้

นายชาญวิทย์กล่าวว่า ในประเด็นที่ 1 ระบุว่าการให้โครงการทางด่วนรามอินทรา – อาจณรงค์ และบางนา – ชลบุรีเข้ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนอย่างชัดเจนนั้นขอชี้แจงว่าTFFIF เป็นทางเลือกในการระดมทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่ต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก สำหรับการระดมทุนผ่าน TFFIF ของ กทพ. เป็นการนำกระแสเงินสดบางส่วนที่จะได้รับในอนาคตของทางด่วนสายฉลองรัชและทางด่วนสายบูรพาวิถี โอนให้แก่ TFFIF เพื่อให้ กทพ. นำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนผ่าน TFFIF เพื่อนำไประดมทุน ลงทุนพัฒนาโครงการทางพิเศษของ กทพ. ได้รวดเร็วมากขึ้น ส่งผลถึงประชาชนได้รับบริการได้เร็วขึ้นด้วย

นายชาญวิทย์กล่าวว่า การจัดตั้งและระดมทุนของ TFFIF ดำเนินการตามประกาศและหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีการจัดสรรให้ประชาชนรายย่อยให้ได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนอย่างเท่าเทียมหรือเรียกว่า Small Lot First ซึ่งอยู่บนหลักการในการจัดสรรให้แก่ประชาชนรายย่อยในประเทศเป็นสัดส่วนหลักตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ทำให้การเสนอขายหน่วยลงทุนต่อนักลงทุนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของ TFFIF มีการจัดสรรให้แก่ประชาชนรายย่อยมากที่สุดในสัดส่วนมากกว่า50% ของจำนวนที่เสนอขาย นอกจากนี้ ในส่วนที่มีการจัดสรรหน่วยลงทุนให้แก่นักลงทุนสถาบันได้จัดสรรให้นักลงทุนในประเทศเท่านั้นและเน้นให้มีประชาชนรายย่อยเป็นผู้ลงทุนหลักด้วย โดยไม่ได้มีการจัดสรรให้แก่บุคคลรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ

นายชาญวิทย์กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ 2 โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้เงินภาษีประชาชนสร้างจำนวน 1.4 แสนล้านบาท แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการด่านเก็บเงินได้ ต้องให้ภาคเอกชนเข้ามารับสัมปทานเป็นผู้ทำด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง โดยรัฐจ่ายค่าจ้างให้เอกชนปีละ 2,000 ล้านบาท สัญญา 30 ปี ได้รับประโยชน์อย่างง่ายดาย โดยไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใด ขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า 1. รูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี เป็นไปตามผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการของกรมทางหลวงโดยความเห็นชอบของกระทรวงคมนาคม โดยในการนำเสนอมีข้อสรุปว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างงานโยธา และให้เอกชนจะเป็นผู้ออกแบบและลงทุนค่าก่อสร้างงานระบบ ศูนย์ควบคุมการจราจร และระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) 2. ในการให้เอกชนร่วมลงทุนดังกล่าว เงินค่าผ่านทางทั้งหมดจะเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐโดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการลงทุนและทำ O&M ซึ่งค่าตอบแทนของเอกชนจะขึ้นอยู่กับผลการประมูลแข่งขันที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ นอกจากนี้ การกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าตอบแทนข้างต้นจะเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของเอกชน รวมถึงสามารถปรับลดค่าตอบแทนหากเอกชนปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้ด้วย

นายชาญวิทย์กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ 3 การจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจ วิจารณ์ว่าอ้างว่าเพื่อให้รัฐสามารถดูแลผลประโยชน์ได้ แต่ตามข้อเท็จจริงเป็นการเปิดทางให้แก่นายทุนเข้ามาถือครองแทน ขอชี้แจงว่าปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในรายละเอียดโดยในการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่มีบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ

Advertisement

ด้านนายนพดล หาญธนสาร รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวชี้แจงกรณีที่นายปราโมทย์ ระบุว่ารัฐบาลมีการบริหารงานแบบเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน โดยมีหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการยาสูบแห่งประเทศไทย ซึ่งนายปราโมทย์โพสต์ข้อความระบุว่ามีการยกที่ดินยาสูบให้แก่นายทุน เพื่อไปทำอสังหาริมทรัพย์ว่า ใคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีติเห็นชอบให้การยาสูบแห่งประเทศไทย หรือโรงงานยาสูบในขณะนั้น ย้ายฐานการผลิตจากกรุงเทพมหานคร ไปยังส่วนภูมิภาค และในขณะนี้ได้ดำเนินการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขณะนี้ก็มีการดำเนินการย้ายส่วนที่เหลือเพิ่มเติมไป เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ในช่วงต่อๆ ไป

นายนพดลกล่าวว่า จากระแสข่าวที่ว่า จะมีการยกที่ดินของการยาสูบแห่งประเทศไทยให้กับนายทุน เพื่อไปทำเกี่ยวกับ เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ในเรื่องนี้การยาสูบแห่งประเทศไทยขอชี้แจงว่า “ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด” ทั้งนี้ สามารถรับชมการแถลงย้อนหลังผ่านช่องทางยูทูปตามลิงก์ https://youtu.be/UJ1bhHidZvU

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน