นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างบริษัท ทัชสตาร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานบ่มเพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ของมหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวงการสตาร์ทอัพอันดับ 1 ของเอเชีย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ผ่านการลงนามเอ็มโอยู จัดตั้ง The Development of China-Thailand Digital Incubator ขึ้นในประเทศไทย นับเป็นความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาร่วม 4 ปี ระหว่างไทยกับบริษัท ทัช โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของทัชสตาร์ โดยที่ผ่านมา ประเทศจีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพ ขณะที่ ประเทศไทย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สตาร์ทอัพ กลายเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
นายพิเชฐ กล่าวว่า ความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาสตาร์ทอัพขึ้นในประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้นของไทยและจีน ซึ่งจะได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง การที่ประเทศจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกล ดังนั้น การผสมผสานกัน จะทำให้โอกาสของสตาร์ทอัพไทยกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

นายจาง จินเซิง ประธานบริษัท ทัชสตาร์ เปิดเผยว่า ศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาสตาร์ทอัพแห่งนี้พร้อมเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม-เมษายน 2562 โดยจะมีการส่งทีมของทัชสตาร์ส่วนหนึ่งเข้ามาประจำที่ประเทศไทย เพื่อให้บริการและการสนับสนุนผู้ประกอบการจากประเทศจีน ที่ต้องการขยายธุรกิจเข้ามาในไทย ตลอดจนผู้ประกอบการไทยที่อยากเข้าไปก่อตั้งธุรกิจในประเทศจีน โดยความร่วมมือกับดีอี และดีป้า ซึ่งในครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมสาขาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล
นายจาง กล่าวว่า เหตุผลที่สนใจเข้ามาตั้งฐานพัฒนาสตาร์ทอัพในไทย เพราะอยากช่วยเหลือสตาร์ทอัพของจีน ที่อยากเข้ามาศึกษาโอกาสในตลาดไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเส้นทางการค้าใหม่ของจีน อีกทั้ง จะเป็นฐานสำคัญที่จัดตั้งขึ้นในอาเซียนสำหรับพัฒนาสตาร์ทอัพด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
“ปัจจุบัน บริษัทเข้าไปลงทุนเปิดศูนย์บ่มเพาะแล้ว 140 แห่งทั่วโลก โดยประเทศไทย ถือป็นแห่งที่ 2 ในภูมิภารอาเซียน ต่อจากมาเลเซีย และในครั้งนี้ได้นำคณะเดินทางราว 50 คน ที่เป็นผู้ประกอบการและสถาบันการเงินของจีน ในสาขาเทคโนโลยี เข้ามาศึกษาตลาดและระบบนิเวศน์ในไทย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากสตาร์ทอัพของจีน เพราะมีความคาดหวังต่อตลาดในไทยอยู่แล้ว” นายจาง กล่าว

นายชินาวุธ ชินะประยูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นฐานแห่งที่ 2 ในภูมิภาคนี้ที่ทัชสตาร์ เข้ามาลงทุน แต่เรียกได้ว่า เป็นการร่วมมือแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จัดตั้งเพื่อขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากในมาเลเซีย เป็นการบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่เป็นรูปแบบ ขณะที่ ศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาสตาร์ทอัพแห่งนี้ จะมีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่ การบ่มเพาะ การแลกเปลี่ยนสตาร์ทอัพข้ามประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และระยะต่อไปอาจถึงขั้นการเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ
“เป้าหมาย คือ การเป็นศูนย์กลางบ่มเพาะสตาร์ทอัพดิจิทัลข้ามภูมิภาค โดยอยู่บนพื้นฐานจุดแข็งของประเทศไทยด้านการเชื่อมโยงประเทศในกลุ่ม CLMVT (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย) และการที่ได้รู้จักตลาดกลุ่มนี้เป็นอย่างดี เมื่อเชื่อมต่อกับจีน จะยิ่งทำให้โอกาสการตลาดกว้างขึ้น เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ ขณะที่จีนเองก็มีความสนใจตลาดในกลุ่มประเทศนี้ และมีจุดแข็งด้านประสบการณ์ขับเคลื่อนศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพดิจิทัล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนด้านความเชี่ยวชาญและทรัพยากร” นายชินาวุธ กล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


