สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ กลับมาพบกันอีกครั้งในบรรยากาศเดือนสีชมพู แต่ไม่รู้ทำไมกลับกลายเป็นบรรยากาศท้องฟ้าสีเทาๆ ทั่วกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ในประเทศไทย กำลังเผชิญภัยคุกคามจาก ฝุ่นพิษ PM2.5 กันอย่างหนัก ซึ่งผมคงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดของฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะเชื่อว่าทุกท่านคงทราบกันดี
ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นพิษที่กำลังเผชิญอยู่ เกิดจากภัยสะสมที่เป็นวงจรซ้ำซากจากปัญหาระดับพื้นที่ไปสู่ภัยพิบัติระดับชาติ และเคยมีปัญหาลุกลามถึงขั้นระดับนานาชาติมาแล้ว
หากท่านผู้อ่านยังจำเหตุการณ์ฝุ่นพิษข้ามพรมแดนที่เคยเกิดขึ้นในอาเซียนเมื่อราว 4 ปีก่อนได้ จะพบว่าคนสิงคโปร์นับล้านต้องแบกรับภัยคุกคามจากฝุ่นพิษที่เกิดจากการเผาป่าเพื่อแปรสภาพพื้นที่เป็นสวนปาล์มน้ำมัน บนเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย เหตุการณ์ในครั้งนั้นยังส่งผลกระทบมาถึงพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยด้วย ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์มีความพยายามในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ โดยหาทางออกร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน จนนำไปสู่ความตกลงอาเซียนว่าด้วยหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution)
ปัญหาฝุ่นพิษไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับประเทศไทย หากติดตามข่าวสารคงทราบถึงสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนของทุกปี เนื่องจากเกษตรกรมักจะเผาพื้นที่การเกษตร เพื่อเตรียมปรับพื้นที่สำหรับการทำเกษตรกรรมรอบถัดไป แต่ปีนี้กลับเผชิญปัญหาฝุ่นพิษปกคลุมเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มีสาเหตุมาจากมลพิษไอเสียจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ การเผาชีวมวลในการทำเกษตรกรรม รวมถึงฝุ่นจากการก่อสร้าง
จากผลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าแหล่งที่มาของฝุ่นพิษ PM2.5 เกิดจากมลพิษไอเสียจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของรถยนต์คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 52 ในหลายปีที่ผ่านมามีรถยนต์ที่จดทะเบียนในเขตพื้นที่กรุงเทพฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ล้านคัน คิดเป็นร้อยละ 37 ของรถยนต์ที่จดทะเบียนทั่วประเทศ
กรุงเทพฯยังครองสถิติการจราจรติดขัดอันดับหนึ่งของเอเชีย มีค่าเฉลี่ยถึง 64.1 ชม./ปี มีสัดส่วนของถนนที่ไม่เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ 7 ของพื้นที่ทั้งหมด
ตามแผนการบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษไอเสียรถยนต์ของประเทศไทยต้องเทียบเท่ามาตรฐาน Euro 6 ตั้งแต่ปี 2559 แต่ปัจจุบันมีมาตรฐานเพียง Euro 4 ล้าหลังนานาชาติไปกว่า 12 ปี
หากเทียบกับประเทศจีนที่จะเปลี่ยนเป็นมาตรฐาน Euro 6 ทั้งประเทศภายในปี 2563 ไทยยังตามหลังอยู่หลายช่วงตัว ถ้าไทยมีการปรับมาตรฐานรถยนต์ให้สูงกว่ามาตรฐาน Euro 4 ตั้งแต่ปี 2554 ตามแผนการบังคับใช้มาตรฐานมลพิษไอเสียรถยนต์ จะทำให้ฝุ่น PM ที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ในวันนี้หายไปถึง 37,391 ตัน
อย่างไรก็ตาม มาตรฐาน Euro 5 และ Euro 6 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยกันลดปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ได้เพียงแค่เลือกใช้รถยนต์ที่ได้มาตรฐาน Euro 5 ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน Euro 5 และ Euro 6 จำนวน 171 รุ่น โดยดูข้อมูลรายละเอียดได้จาก www.car.go.th หรือจากป้าย ECO Sticker ที่ติดอยู่บนรถยนต์ที่จัดจำหน่ายทุกคัน หรือเลือกใช้รถยนต์ ECO CAR ระยะที่ 2 ซึ่งทุกคันได้มาตรฐาน Euro 5 แล้ว
สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศนั้นก็เป็นโอกาสอันดีที่จะยกระดับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตให้เป็นรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน Euro 5 และ Euro 6 ซึ่งมีคุณภาพเทียบเท่าสากล แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 10,000-25,000 บาท/คัน แต่เป็นมูลค่าที่เทียบไม่ได้เลยหากเปรียบกับต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 ในระยะยาว ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัย N95 ที่สูงถึง 18,250 บาท/คน/ปี (หน้ากากอนามัยราคา 50 บาทและต้องเปลี่ยนทุกวัน จำนวน 365 วัน) เครื่องกรองอากาศที่ราคาเฉลี่ยหลายพันบาทจนถึงหลายหมื่นบาท/ครัวเรือน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรวมเป็นมูลค่าต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ประชาชนไทยต้องจ่ายไปกว่าหลายแสนล้านบาท/ปี
สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าเราทุกคนจะฝ่าฟันวิกฤตการณ์ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐภาคเอกชน หรือประชาชน ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสที่เราคนไทยจะตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น และช่วยกันทำให้ท้องฟ้าที่สดใสกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง…เพราะอากาศสะอาดไม่สามารถซื้อได้เหมือนน้ำดื่ม

