พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา “20 ปี ปัญหาขยะประเทศไทยหมดไป ด้วยกลไกตลาดทุน” ที่จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า การกำจัดขยะในแต่ละพื้นที่เป็นความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ปัญหาคือ คนไทยยังไม่ยอมรับภาระในการเป็นผู้ผลิตขยะ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะในปัจจุบัน ยกตัวอย่างพื้นที่ในกรุงเทพฯใช้เงินประมาณ 6,500 ล้านบาท แต่มีรายรับเพียง 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากประชาชน เพื่อนำมาใช้ในการจัดการขยะ โดยหากรวมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยจะมีค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะที่ใช้เกินจากรายรับที่ได้รวมกว่า 20,000 ล้านบาท ตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข เรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่อครอบครัวอยู่ที่ 0-65 บาท ทำให้เกิดช่องโหว บางพื้นที่เก็บ บางพื้นที่ไม่เก็บ ทำให้เป็นภาระของภาครัฐในการนำงบประมาณมาอุดหนุนส่วนต่างที่เกิดขึ้น
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กฎหมายใหม่ของกระทรวงมหาดไทยจะเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะขั้นต่ำ 60-102 ต่อครอบครัว เพิ่มขึ้นปีละ 5% ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการสร้างความรับรู้ต่อประชาชน แต่ยังไม่ประกาศใช้ ซึ่งหากได้ตามที่คาดว่า เชื่อว่าภาครัฐจะไม่ต้องเข้ามารับภาระในส่วนนี้ ก็จะสามารถนำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่นๆ ได้ โดยการแก้ไขปัญหาขยะ ต้องกำจัดและต้องกำจัดด้วยการนำมาเป็นพลังงานหมุนเวียน จึงจะดีที่สุด ทำให้หากจะมีโรงไฟฟ้าจากขยะก็จำเป็นที่จะต้องแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากขั้นตอนการคัดแยกขยะมีต้นทุนสูงและใช้เวลามาก จึงต้องแยกขยะ และผู้ที่ดำเนินการเก็บขยะก็ต้องเก็บแบบที่แยกแล้ว เพื่อให้สามาถนำไปใช้ต่อได้สะดวกมากขึ้น
นายอาณัติ ลีมัคเดช ศาสตราจารย์ ระดับ 10 ภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2555 มีปริมาณขยะลดลง ซึ่งเป็นปีที่เกิดโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากขยะเข้าสู่ระบบเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าจากขยะน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอนาคต โดยโรงไฟฟ้าที่น่าจะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าน่าจะเป็นรูปแบบของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่มีกำลังการผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจะได้รับค่าไฟฟ้าในราคา 5.78 บาท ใน 8 ปีแรกต่อยูนิต หลังจากนั้นจะเหลือ 5.08 บาท ซึ่งมองว่าเป็นขนาดที่ดีในการเป็นต้นแบบโรงไฟฟ้าจากขยะ โดยในเชิงเทคนิคพบว่า ต้องนำขยะเข้ามาวันละ 500 ล้านตันต่อวัน ในการเป็นวัตถุดิบผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากบ่อขยะทั่วประเทศมีเพียง 31 บ่อเท่านั้นที่คาดว่ามีศักยภาพปริมาณขยะที่ใกล้เคียงความต้องการ โดยหากไทยสามารถแยกขยะตั้งแต่ต้นทางได้ จะทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าจากขยะมีต้นทุนที่ลดต่ำลงและช่วยลดการบิดเบือนกลไกราคาของค่าไฟฟ้าได้ ซึ่งประโยชน์ของตลาดทุนจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการระดมทุนให้กับบริษัทเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการบริหารจัดการ (Governance) เพราะทำให้บริษัทสามารถคืนกำไรส่วนเกินกลับไปที่ประชาชนได้ด้วย

