นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้ติดตามสถิติการค้าระหว่างประเทศ ของไทยกับประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) 12 ฉบับ 17 ประเทศ ตลอดทั้งปี 2561 พบว่ามูลค่าการค้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าการค้ากับไทยสูงสุด คืออาเซียน มีมูลค่า 1.139 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 กว่า 13% โดยสินค้าส่งออกของไทย เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรกล เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าหลักของไทย เช่น น้ำมันดิบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
นางอรมน กล่าวว่า จีนอยู่อันดับ 2 มีมูลค่าการค้า 8.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.7% สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และยางพารา เป็นต้น สินค้านำเข้าหลักของไทย เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
นางอรมน กล่าวว่า ตามด้วยญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้า 6.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.2% สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกล เครื่องโทรสาร และโทรศัพท์ เป็นต้น สินค้านำเข้าหลักของไทย เช่น เครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์
ออสเตรเลีย มีมูลค่าการค้า 1.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12% สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อาหารทะเลกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้านำเข้าหลักของไทย เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ น้ำมันดิบ สินแร่โลหะ ถ่านหิน และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น และเกาหลี มีมูลค่าการค้า 1.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.8% สินค้าส่งออกของไทย เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์ สินค้านำเข้าหลักของไทย เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้า และสินแร่โลหะ เป็นต้น
นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้เอฟทีเอ ในปี 2561 ช่วง 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน) พบว่าไทยใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกไปอาเซียนมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 2.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 36.2% ของมูลค่าการส่งออกไปอาเซียน ตามด้วยจีนมูลค่า 1.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 53.7% ของมูลค่าการส่งออกไปจีน ออสเตรเลีย มูลค่า 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 79.5% ของมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มูลค่า 7.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 28.2% ของมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่น และอินเดีย มูลค่า 4.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 53.9% ของมูลค่าการส่งออกไปอินเดีย
ส่วนการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในการนำเข้า จีนมาเป็นอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 26.6% ของการนำเข้าจากจีน ตามด้วยอาเซียน มูลค่า 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 20.3% ของการนำเข้าจากอาเซียน ญี่ปุ่นมูลค่า 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 23.4% ของการนำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มูลค่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 27.4% ของการนำเข้าจากเกาหลีใต้ และออสเตรเลีย มูลค่า 0.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 11.9% ของการนำเข้าจากออสเตรเลีย
นางอรมน กล่าวว่า อาเซียนยังคงครองตำแหน่งประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนการค้ามากถึง 22.7% นอกจากนี้ ในปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน ได้มีการนำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของไทย เช่น การเชื่อมโยงเอกสารใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าอาเซียนทางอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ เช่น การจัดทำฐานข้อมูลกฎระเบียบการค้าของอาเซียน ทั้งอัตราภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การเตรียมบุคลากรรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล และการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 เป็นต้น

