นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันได้แก่ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หรือ กกร. วันที่ 6 ก.พ.นี้จะมีการหารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจโดยเฉพาะแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ภาคเอกชนมีความกังวลว่าจะกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออกของไทย ดังนั้นจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในภาวะสมดุลที่สอดรับกับภูมิภาคเป็นสำคัญ
“ค่าเงินบาทขณะนี้แข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 31.24-31.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐซึ่งยอมรับว่าบางอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบ โดยแต่ละอุตสาหกรรมจะกระทบแตกต่างกันไปอยู่ที่ว่าอุตสาหกรรมนั้นๆ มีค่าการตลาดหรือมาร์จิ้นต่ำก็ย่อมได้รับผลกระทบสูง ก็คงจะต้องมาหารือในภาพรวมโดยเฉพาะสินค้าภาคการเกษตรจะมีมาร์จิ้นต่ำ”นายเกรียงไกรกล่าว
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการส่งออกและท่องเที่ยวของไทยมีสัดส่วนคิดเป็น 60-70% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นหากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้จึงต้องดูในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโส ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยค่อนแข็งเมื่อเทียบกับคู่แข่งทางการค้าซึ่งคาดว่ารัฐบาลเองเข้าใจและกำลังติดตามเพื่อดูแลอยู่ ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ต้องการค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแต่รัฐบาลเองคงจะต้องดูแลภาพรวมดังนั้นขอให้พิจารณาในจุดที่สมดุลค่าเงินบาทควรจะสะท้อนภูมิภาค
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.คงจะหารือถึงอัตราแลกเปลี่ยนของไทยช่วงที่ผ่านมามีการแข็งค่าต่อเนื่องเพื่อรวบรวมและสรุปแนวทางดำเนินการโดยพบว่าค่าเงินบาทของไทยมีอัตราการแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้ของไทยทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ
“ขณะนี้สินค้าอาหารแปรรูปได้รับผลกระทบค่อนข้างมากซึ่งหากแข็งค่าก็จะกระทบต่อส่งออกภาพรวม จึงต้องการให้ภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทดูแลให้เกิดภาวะสมดุล”นายพจน์กล่าว

