วันนี้ผมขออัพเดตสถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยดังนี้ ครับ
1) ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทใช้ไฟฟ้าล้วนๆ 100% (เติมน้ำมันไม่ได้) หรือที่เรียกว่า Battery EV (BEV) มียอดสะสม 1,444 คัน แบ่งเป็น
-รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 1,100 คัน
-รถยนต์ไฟฟ้า 201 คัน
-รถโดยสารไฟฟ้า 85 คัน
-รถสามล้อไฟฟ้า 58 คัน
2) ยานยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด หรือ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่เติมได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน มียอดสะสมประมาณ 11,000 คัน ส่วนใหญ่ส่วนแบ่งการตลาดเป็นของรถยนต์ค่ายยุโรป
3) ส่วนรถยนต์ประเภทเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell EV (FCEV) ยังไม่มีจดทะเบียนในประเทศไทยเลย
4) มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ มีรวมทั้งสิ้น 220 สถานี
สำหรับนโยบายในการส่งเสริม EV ของภาครัฐที่สำคัญๆ ประกอบด้วย
1) นโยบายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้ออกมาตรการเป็นแพคเกจสนับสนุนทางภาษี ทั้งยกเว้นและลดอากรนำเข้าอุปกรณ์สำคัญ รวมถึงเงื่อนไขว่าบริษัทที่ได้รับบัตรส่งเสริมอาจสามารถนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบสำเร็จจากต่างประเทศมาทดลองทำตลาดในประเทศไทยได้ในปริมาณไม่มากไปกว่าปริมาณผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่จะผลิตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แพคเกจของ BOI อาจต้องกระทบแรงเสียดทานจากอีกนโยบายหนึ่งที่ภาครัฐได้ตกลงไปล่วงหน้าแล้วถึงนโยบายการเปิดเสรี (ภายใต้กรอบข้อตกลง ASEAN-China FTA) และญี่ปุ่น (ภายใต้กรอบข้อตกลง JTEPA) ซึ่งทั้งสองกรอบข้อตกลงนี้ได้รวมสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะส่งเสริมให้มีการค้าขายเสรีในกรอบ ASEAN-China FTA ลดกำแพงภาษีเหลือ 0% เลยนะครับ
2) นโยบายส่งเสริมการสร้างตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ : มีหลายมาตรการด้วยกันแต่ที่เห็นเป็นผลรูปธรรมมากที่สุด คือมาตรการทางภาษี มีอัตราภาษีสรรพสามิตต่ำที่สุดเพียง 4% เพราะเป็นยานยนต์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
มาตรการราคาไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายเหมือนกับเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ กระทรวงพลังงานเลือกที่จะไม่เก็บภาษีสรรพสามิต ทำให้อัตราค่าเชื้อเพลิงต่อ 1 กม. อยู่ในระดับต่ำมากเพียง 0.80 บาท/กม. ในขณะที่รถยนต์น้ำมันปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3 บาท/กม.
มาตรการส่งเสริมรถสาธารณะและรถยนต์ของภาครัฐ ที่ผ่านมามีหน่วยอื่นๆ หลายแห่งที่ออกมาส่งเสริมรถยนต์ในองค์กรของตัวเองให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง และ ปตท. อีกทั้งสมัยที่ผมยังดำรงตำแหน่ง ผอ.สนพ.ยังมีโอกาสได้ส่งเสริมการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊ก LPG และน้ำมัน ให้หันมาใช้ไฟฟ้าแทน แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าดำเนินการถึงไหนแล้ว ที่ผ่านมายังมีอีกหลายแนวทางที่จะส่งเสริมรถสาธารณะ เช่น รถเมล์ ขสมก. และรถยนต์ราชการอื่นๆ อีกหลายแนวคิด แต่ยังไม่มีอะไรตกผลึกและได้รับการผลักดันอย่างจริงจังเลยครับ
3) นโยบายส่งเสริมการลงทุนในสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการปรับปรุงระบบไฟฟ้า
กระทรวงพลังงานเดินมาถูกทางและเริ่มต้นได้ดีในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะเพื่อสร้างหลักประกันให้ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแล้วกว่า 220 จุด มีผู้ประกอบการแล้ว 3 ราย ซึ่งยังไม่รวมบริษัทน้ำมันที่คาดว่าจะลงสนามมาแข่งให้บริการในอนาคต
ส่วนที่ยังต้องเร่งรัดคือ การยกระดับระบบไฟฟ้าของเมืองใหญ่ที่คาดว่าจะมีรถ EV มา เช่น กทม. พัทยา ภูเก็ต และสมุย ทั้ง 3 การไฟฟ้าควรต้องจริงจังและทุ่มงบประมาณมากกว่านี้เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ “คอขวด” ในระบบสายจำหน่ายไฟฟ้าที่อาจทำให้การขยายตัวของการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะดุดลงได้
ยังมีบริการหรือรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นกับการเกิดขึ้นมาของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผมจะขอยกเป็นตัวอย่างด้วย
1.บริการรถ TAXI-ไฟฟ้า และรถลิมูซีน-ไฟฟ้า ที่มีให้บริการแล้วที่สนามบินสุวรรณภูมิ
2.บริการ Car-Sharing ที่นำรถไฟฟ้าขนาดจิ๋ว หรือรถ Ha-mo มาให้บริการแถวจุฬาฯ และสยามสแควร์ครับ
3.บริการ Hop-on-Hop-off Taxi ที่มีการนำรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามาทดลองแถวๆ สถานี BTS-อารีย์ และ BTS-สนามกีฬา ที่ถือเป็นบริการรถสาธารณะรูปแบบใหม่ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นจะเห็นว่าก้าวย่างในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยได้ก้าวมาหลายก้าวแล้วนะครับ ต่อไปควรจะต้องหานโยบายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการก้าวแบบก้าวกระโดดต่อไปด้วย เพราะผมเชื่อว่าผลดีของยานยนต์ไฟฟ้าจะมีมากมายมหาศาลมากกว่าแค่เรื่องสร้างคน สร้างอาชีพเท่านั้น แต่จะยังช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มเราอยู่ด้วยครับ
…
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

