กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ประสานไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศและสั่งการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต (สรข.)ทุกเขตคุมเข้มสถานประกอบการที่มีความสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดฝุ่นละอองและประกอบกิจการด้วยความระมัดระวัง
นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า ขณะนี้ กพร. ได้ประสานความร่วมมือไปยัง สอจ. และสั่งการ สรข. ทุกเขตในพื้นที่รับผิดชอบร่วมกันติดตาม ตรวจสอบและกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงอาจก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM 2.5ให้ประกอบการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินกิจกรรมหลัก 3 กลุ่ม คือ การทำเหมืองแร่ ให้ควบคุมการระเบิดให้เป็นไปตามหลักวิชาการเพื่อควบคุมฝุ่นจากการระเบิด ฉีดพรมน้ำและปรับปรุงเส้นทางขนส่งในเขตเหมืองแร่เป็นประจำ เพื่อลดการสะสมฝุ่น จัดทำแนวกันชนปลูกต้นไม้โดยรอบสถานประกอบการเพื่อป้องกันฝุ่นจากสถานประกอบการออกไปสู่ภายนอก
นายวิษณุกล่าวว่า การประกอบกิจการโรงโม่หิน โรงแต่งแร่ โรงประกอบโลหกรรม จะตรวจสอบระบบกำจัดฝุ่นของสถานประกอบการให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเปิดใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาประกอบการ ฉีดพรมน้ำ ปรับปรุงเส้นทางขนส่งและพื้นที่เก็บกองแร่และมูลดินทรายนอกอาคารในเขตสถานประกอบการเพื่อลดการสะสมและการฟุ้งกระจายของฝุ่น ทำความสะอาดบริเวณพื้นที่สถานประกอบการ ลานเก็บกองแร่และมูลดินทราย เพื่อลดการสะสมของฝุ่นอย่างสม่ำเสมอตรวจสอบระบบล้างล้อรถบรรทุกให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้มีการล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกจากสถานประกอบการทุกครั้ง และจัดทำแนวกันชนปลูกต้นไม้โดยรอบสถานประกอบการเพื่อป้องกันฝุ่นจากสถานประกอบการออกไปสู่ภายนอก
ขณะที่การขนส่งให้มีการปิดคลุมผ้าใบรถบรรทุกให้มิดชิดก่อนออกจากสถานประกอบการ ควบคุมความเร็วรถบรรทุกเมื่อวิ่งผ่านพื้นที่ชุมชนและบริเวณเส้นทางที่ยังไม่เป็นทางลาดยางหรือคอนกรีต ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทำความสะอาดถนนหรือเส้นทางสาธารณะที่ใช้ในการขนส่งแร่
“นอกจากมาตรการคุมเข้มสถานประกอบการให้ดำเนินกิจการด้วยความระมัดระวังแล้วกพร. ยังจัดให้มีการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบเหมืองแร่ ภายใต้โครงการ เหมืองแร่ปลอดภัย ห่วงใยประชาชน และติดตามผลการตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเพิ่มมาตรการป้องกันการเกิดฝุ่นละอองที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยมีการเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบเหมืองแร่โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562” นายวิษณุกล่าว

