นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งผ่านวาระ 3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว และอยู่ในระหว่างการรอประกาศใช้ ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องนำประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันที แต่กฎหมายกำหนดให้เริ่มจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป
นายลวรณกล่าวว่า ในส่วนกฎหมายลูกที่จะเป็นการกำหนดรายละเอียดในทางปฏิบัติ ซึ่งมีกฎหมายลูกราว 20 ฉบับ ตามกฎหมายกำหนดให้ออกกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 120 วันนับตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ขณะนี้เตรียมพร้อมไว้แล้ว รอกฎหมายมีผลทยอยออกกฎหมายลูกได้ทันที คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้
นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ ตัวกฎหมายจะกำหนดรายละเอียดในทางปฏิบัติและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เช่น การกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการเข้าไปสำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเอกชน และการกำหนดราคาสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น โดยในช่วงสองปีแรกของการเริ่มจัดเก็บภาษี คือ ปี 2563 และปี 2564 รายได้จากภาษีตัวนี้ จะได้รับประมาณ 4 หมื่นล้านบาท/ปี จากปัจจุบันที่มีรายได้จากภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ราว 3 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ หลังจากสองปีแรกของการจัดเก็บภาษีนี้ รัฐบาลในขณะนั้นจะต้องประกาศอัตราจัดเก็บภาษีนี้ (Effective rate) ใหม่ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้เพดานตามที่กฎหมายกำหนด
นายลวรณกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะมีรายได้สูงกว่ากฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ในปัจจุบันซึ่งเป็นกฎหมายภาษีทรัพย์สินเช่นกันก็ตาม แต่ก็นับว่าต่ำกว่ารายได้ของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ สศค.คาดไว้เดิม ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก สนช.ได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

