หน้าแรก เศรษฐกิจ อินฟราฟัน : ต...

อินฟราฟัน : ตู้รถไฟยี่ห้อไทยแลนด์ : นายขันตี

13.02.19 | 12:10 น.

คืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมระบบรางและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อรองรับการพัฒนาระบบรางของไทยที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กระทรวงคมนาคมได้หารือร่วมกันกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนโดยเร็ว

เบื้องต้นจะกำหนดมาตรการออกเป็น 4 ระยะ คือ

1.ภายในปี 2563 การประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างทางรางของภาครัฐทั้งหมด ไม่จะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และอื่นๆ หากมีการจัดซื้อตู้รถไฟ หรือรถไฟฟ้า จะต้องกำหนดให้ซื้อจากผู้ผลิตภายในประเทศ หรือผู้ผลิตที่มีแผนจะลงทุนผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่าง กรณี รฟม.จะดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็จะต้องนำเรื่องการจัดซื้อตู้รถไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดไว้ในเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ด้วย

2.ภายในปี 2565 การจัดซื้อจัดจ้างทางรางของภาครัฐทั้งหมด จะต้องกำหนดให้จัดซื้อจัดจ้างจากผู้ผลิตที่ประกอบขั้นสุดท้ายภายในประเทศเท่านั้น คือ จะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายบนตู้รถไฟในไทยเท่านั้น

Advertisement

3.ภายในปี 2567 การจัดซื้อตู้รถไฟ จะต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของราคาตู้รถไฟที่ทำการจัดซื้อ และ 4.ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป กำหนดให้ตู้รถไฟ ระบบอาณัติสัญญาณต้องผลิตในประเทศไทยทั้งหมด นั่นก็หมายความว่า ในปี 2568 การผลิตทั้งหมดต้องเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตัวรถ ห้องควบคุม ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบไฟฟ้า และอื่นๆ ซึ่งการทำแบบนี้เพื่อให้เกิดการลงทุนและการพัฒนาระบบรางในประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ มาตรการที่ออกมาดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้ศึกษาและประเมินแล้วพบว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการขบวนรถไฟฟ้าและรถไฟ จะมีมากกว่า 1,000 ตู้ จากปัจจุบันที่รวมตู้รถไฟธรรมดา และรถไฟฟ้าทั่วประเทศมีอยู่ 413 ตู้ ดังนั้น จึงถือว่าคุ้มค่าหากจะมีการลงทุนผลิตเพื่อใช้เองภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ก็มีการประเมินไว้ด้วยว่า หากสามารถผลิตได้เองจะได้ประโยชน์ในเรื่องของการลงทุนและสามารถลดต้นทุนได้เป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องของระบบราง การเดินรถ และซ่อมบำรุงรักษา โดยแบ่งออกเป็น การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาทต่อจำนวนรถไฟ 1,000 ตู้ ลดการนำเข้าได้ 1.8 หมื่นล้านบาท และประหยัดค่าซ่อมบำรุงรักษา รวมทั้งบุคลากร ประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี จึงถือว่าคุ้มค่ามาก

ตอนนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนนำเสนอที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายในรัฐบาลชุดนี้ จากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

หากทำสำเร็จ ตำแหน่งศูนย์กลางระบบรางที่แท้จริงคงไม่หนีหายไปไหน!!!

นายขันตี