“สมคิด” ลั่นที่ประชุมกระทรวงเกษตรฯ “เราจะอยู่ต่อ”

14.02.19 | 18:06 น.

ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการประชุมติดตามแผนบูรณาการและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ประจำปี 2563 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม กล่าวว่า ที่ประชุมมีความกังวลเรื่องเงินบาทแข็งค่าจะกระทบป็นลูกโซ่ถึงเกษตรกร จึงหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โดยขอให้ดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ในเบื้องต้นผู้ว่าธปท. มีท่าทีเข้าใจแต่จะให้ค่าเงินปรับลดลงรวดเร็วไม่ได้ เพราะการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนไม่สามารถจะกดกันกันได้ง่ายๆ มันจะกระทบกับทุกฝ่าย เรื่องนี้ต้องเข้าใจ ธปท. และรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของ ธปท. ได้

นายสมคิด กล่าวว่า สำหรับงบประมาณในการบูรณาการฯ ที่ร่วมกันหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงศึกษาธิการ มีกระทรวงเกษตรฯเป็นฝ่ายรวบรวมและเลขานุการงบประมาณบูรณการ กำหนดไว้ที่ 12,000 ล้านบาทนั้น ส่วนตัวคิดว่าควรจะมากกว่านี้ได้ แต่ทุกกระทรวงต้องเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรใหม่ภายใต้การปฏิรูปการผลิตและการตลาด โดยให้ตั้งโจทย์สินค้าที่เกษตรมีปัญหา แล้วคิดแผนการแก้ไขตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาดร่วมกัน จากเดิมแต่ละกระทรวงจะต่างคนต่างคิด ส่งผลให้บางครั้งดำเนินการซ้ำซ้อนและไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย

นายสมคิด กล่าวว่า การปฏิรูปการผลิตและการตลาด ที่ประสบผลสำเร็จและเป็นตัวอย่าง คือ ข้าว ที่มีแผนข้าวครบวงจร ดังนั้นให้ทุกกระทรวง ต้องกลับไปคิดว่ามีสินค้าชนิดใดที่ต้องแก้ไขแล้วนำมาหารือร่วมกันเพื่อกำหนดแผนให้สอดคล้องใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อไม่ให้เกษตรกรมีความเสี่ยง กรณีสินค้าใดที่มีกองทุนอยู่แล้วให้นำเงินดังกล่าวมาช่วยสนับสนุน วิธีการแบบนี้จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยทั้งหมดนี้ต้องคิดและนำมาพิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ ที่สำนักงบประมาณ

“ต้องการให้เกษตรกรมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เราพูดแบบนี้มาตั้งแต่แรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาล และเราจะอยู่ต่อไปอีก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราก็จะไม่ให้ใครมาดูแลเราจะดูของเราเอง เพื่อสานต่อโครงการที่เริ่มเห็นภาพแล้วว่าดี คือตลาดนำการผลิต”

นายสมคิด กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้มีการสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ เตรียมพร้อมสำหรับการที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมข้อตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าทรานส์-แปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) เนื่องจากมีหลายสินค้าเกษตรที่จะได้รับผลกระทบ จึงต้องมีข้อมูลเพื่อต่อรอง ไม่ใช่มุ่งแต่จะค้านอย่างเดียว

Advertisement