หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.เกษตรฯ พร้อ...

ก.เกษตรฯ พร้อมเข้มงวดใช้สารกลุ่มพาราควอต หลังมีมติเห็นชอบใช้ต่อได้อีก 2 ปี

15.02.19 | 18:08 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบให้ใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ต่อไปอีก 2 ปีนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯจะเพิ่มความเคร่งครัดการใช้สารดังกล่าวตาม 6 มาตรการของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วย 1.มาตรการทางด้านกฎหมาย อาทิ กำหนดสถานที่จำหน่ายทั้ง 3 ชนิด ในร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐาน และได้รับใบอนุญาต ให้จำหน่ายอุปกรณ์ เครื่องป้องกันและเครื่องพ่นสารเคมีเฉพาะ ต้องมีการจัดวางสารแยกจากวัตถุอันตรายชนิดอื่น กำหนดสถานที่จำหน่ายเดิมที่ไม่ได้ขออนุญาต 3 สาร สามารถจำหน่ายให้หมดภายใน 6 เดือน

ทั้งนี้ ยังกำหนดให้ใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซตในการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลเท่านั้น ส่วนสารคลอร์ไพริฟอสให้ใช้ในการปลูกไม้ผล เพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้น ไม้ดอก และพืชไร่เท่านั้น โดยไม่ให้ใช้สารทั้ง 3 ชนิดในพื้นที่ปลูกพืชผัก สมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ สนามกอล์ฟ บ้านเรือน เป็นต้น

นายลักษณ์กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการควรปฏิบัติดังนี้ ผู้ประกอบการที่นำเข้า ส่งออก ผลิต และขาย ต้องแจ้งข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาต และกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาต ตลอดเส้นทางของวัตถุอันตรายเป็นข้อมูลให้สารวัตรเกษตรในการตรวจสอบสต๊อกของผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ขาย ซึ่งผู้ขายต้องได้รับการอบรมให้มีความรู้ในการใช้สารที่ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการขึ้นทะเบียนผู้ขายสารทั้ง 3 ชนิด รวมทั้งจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ผ่านการอบรม ได้รับใบอนุญาต และมีทะเบียนของกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น โดยจำหน่ายให้ตรงกับพืชปลูก ในปริมาณที่สัมพันธ์กับการใช้ตามพื้นที่ และตรงตามคำแนะนำในฉลาก

นอกจากนี้ เกษตรกรที่จะทำการซื้อ หรือใช้สารดังกล่าวต้องได้รับการอบรม และทดสอบว่า มีความรู้และความสามารถในการใช้สารที่ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ ขออนุญาตครอบครองสารทั้ง 3 ชนิด เพื่อใช้ ซื้อสารจากร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐานและได้รับใบอนุญาต โดยต้องแสดงหลักฐานทะเบียนเกษตรกร การปลูกพืช และพื้นที่ปลูกพืช ส่วนผู้รับจ้างพ่นสารต้องได้รับการอบรมและทดสอบว่า มีความรู้และความสามารถในการใช้สารที่ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ ขออนุญาตมีไว้ในครอบครองเพื่อรับจ้างพ่นสาร และได้รับการขึ้นทะเบียนผู้รับจ้างพ่นสารทั้ง 3 ชนิด

นายลักษณ์กล่าวต่อว่า 2.มาตรการกำหนดหลักสูตร และจัดให้มีการใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ให้แก่เกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร และผู้จำหน่ายสาร 3.มาตรการหาสารทางเลือกและวิธีการอื่นทดแทน ซึ่งอาจจะเร็วกว่าที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกำหนดไว้ 2 ปี มาตรการประเมินความเสี่ยงและวิจัยผลกระทบที่มีต่อพืช สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ 4.มาตรการติดตามและบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบปริมาณการนำเข้า การผลิต และการจำหน่ายให้เกษตรกร ตามพื้นที่ปลูก และชนิดพืช โดยเชื่อมโยงกับระบบบิ๊กดาต้า ของกระทรวง

Advertisement

ทั้งนี้ กระทรวงได้จัดทำแอพพลิเคชั่นที่สามารถตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อ ชนิดพืช เพื่อเป็นการควบคุมอย่างเข้มงวด จัดทำระบบทะเบียนเกษตรกร ผู้ได้รับอนุญาต ในรูปแบบที่สะดวกในการซื้อ และบันทึกข้อมูลของเกษตรกร ในการตรวจสอบของร้านจำหน่าย 5.มาตรการระยะยาว การจัดทำระบบการเก็บข้อมูลเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลเกษตร และ 6.มาตรการส่งเสริมสนับสนุนและการให้ความรู้ ผ่านวิทยุ-โทรทัศน์-เว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร เว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ, จี-นิวส์, สปอตวิทยุ, คลิปวิดีโอ, อินโฟกราฟิก และโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ไลน์ และยูทูบ เป็นต้น