หน้าแรก เศรษฐกิจ รมว.เกษตร เร่...

รมว.เกษตร เร่งให้ขับเคลื่อนมาตรการลด ละ เลิก สารเคมี 3 ชนิด

18.02.19 | 11:39 น.

‘กฤษฎา’เร่งรัดกรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนปฏิบัติงานที่จะนำไปสู่การลด ละ เลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดตามมติคกก. วัตถุอันตราย ให้ปลัดกระทรวง เป็นประธานคณะอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้ โดยวันนี้ต้องนำเสนอรายละเอียดของแผนดังกล่าว ตามที่สั่งการไปให้ทำด่วนที่สุด

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงฯ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดของกระทรวง ซึ่งมีนางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นเลขานุการนำรายละเอียดแผนปฏิบัติงานมานำเสนอ โดยเรื่องที่ให้ทำเร่งด่วนคือ การสำรวจปริมาณสารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งจากผู้นำเข้าและร้านจำหน่ายว่า มีอยู่เท่าไร เนื่องจากยังมีองค์กรต่างๆ ผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้นำเข้าเกินกำหนด จึงต้องสำรวจให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้เพื่อให้กระจ่างต่อสังคม ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดชื่อผู้ครอบครอง รวมทั้งวัน เดือน ปีที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า โดยการอนุญาตครั้งต่อไปต้องระบุชัดเจนว่า บริษัทใดเคยนำเข้าเท่าไร แล้วจะลดเหลือเท่าไร แผนการควบคุมในพื้นที่ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะไม่ให้มีการจำหน่าย ครอบครองหรือใช้อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรต้องเร่งกำหนดวิธีการฝึกอบรมทั้งผู้จำหน่าย เกษตรกร ลูกจ้างรับฉีดพ่นสารเคมีซึ่งต้องมีหลักสูตรที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบถึง วิธีการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย โดยจะให้กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีทั้งเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และมีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลครอบคลุมทั่วประเทศเข้ามาช่วย รวมถึงใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) ซึ่งมี 882 แห่งในทุกอำเภอและศพก. เครือข่ายอีก 10,000 กว่าแห่งเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ อีกทั้งจะประสานกับกระทรวงมหาดไทยในการแต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มาสนับสนุน

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรต้องร่วมกับภาควิชาการและภาคเอกชนศึกษาวิจัยหาวิธีการหรือสารอื่นมาทดแทนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด สิ่งสำคัญที่ต้องทำทันทีคือ การจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งรัดขยายพื้นที่การทำเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และ/หรือเกษตรอินทรีย์ให้ครบ
149 ล้านไร่ภายใน 2 ปี โดยคณะอำนวยการขับเคลื่อนของกระทรวงต้องรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชนทุก 3 เดือน ซึ่งวันนี้ทั้งปลัดกระทรวงและอธิบดีกรมวิชาการเกษตรต้องนำแผนปฏิบัติงานมานำเสนอ

ด้านรศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า การที่มีผู้กล่าวว่า พบสารพาราควอตตกค้างในผักผลไม้นั้น ไม่น่าจะจริงเนื่องจากหากฉีดพ่นที่ใบพืชโดยตรง ใบจะไหม้ เกษตรกรจึงใช้ฉีดพ่นตอนเตรียมดินก่อนปลูกหรือฉีดพ่นรอบโคนต้นสำหรับพืชไร่ ทั้งนี้พาราควอตเป็นยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีมาก สลายตัวในสิ่งแวดล้อมได้ดี ราคาประหยัด แต่หากนำมาใช้ในความเข้มข้นสูงจะมีความเป็นพิษสูง ประเทศที่ให้ยกเลิกใช้พาราควอตมักระบุถึง สาเหตุการยกเลิกว่า เนื่องจากเกรงคนนำไปฆ่าตัวตาย ส่วนประเทศที่ใช้อยู่ยังมีอีกมาก ซึ่งได้กำหนดมาตรการความปลอดภัยเช่น การเจือจางก่อนบรรจุขาย ผู้ใช้ต้องฝึกอบรมการใช้อย่างถูกวิธี และจำหน่ายให้เฉพาะผู้ที่อบรมแล้วเท่านั้น หากบีบให้ยกเลิกใช้พาราควอต เกษตรกรต้องไปใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดอื่น ซึ่งมีอันตรายเช่นกัน อีกทั้งมีราคาแพงกว่าด้วย ทางฝั่งเกษตรกรจึงเรียกร้องให้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ใช่ยกเลิก

Advertisement

รศ.เจษฎากล่าวอีกว่า สำหรับไกลโฟเซตซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้าที่นิยมใช้กันทั่วโลกอีกชนิด มีพิษน้อยมาก น้อยกว่าเกลือแกงเสียอีก ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรรับได้ แต่การออกฤทธิ์เป็นแบบที่วัชพืชดูดซึมเข้าไป แล้วค่อยๆ ตาย ต่างจากพาราควอตที่ทำให้ใบไหม้อย่างรวดเร็ว โดยผลวิจัยจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า ไกโฟเซตไม่อันตรายและไม่ได้ก่อมะเร็ง แต่หน่วยงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ถ้าให้เป็นปริมาณมาก อาจก่อมะเร็งได้ ทั้งนี้กลุ่มผู้ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) นิยมใช้ไกลโฟเซต จึง​ทำให้​ NGO ที่ต่อต้านพืช GMO โจมตีไกลโฟเซตที่เป็นพิษต่ำด้วย

“ทั้งนี้เป็นเทคนิคการปั่นความกลัวสไตล์ NGO ที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่า พาราควอตและไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชนั้นตกค้างในพืชผักที่เรากินได้เหมือนยาฆ่าแมลงอย่างคลอร์ไพรีฟอส ซึ่งถ้าเราทำตาม NGO ที่กำลังปั่นหัวคนไทยขณะนี้หมายความว่า ประเทศไทยต้องยกเลิกพาราควอตและไกลโฟเซต แล้วเกษตรกรจะใช้สารอะไรกำจัดวัชพืช เป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้เกษตรกรที่ยากจนอยู่แล้ว ต้องยากจนหนักขึ้นไปอีกอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งทำให้พ่อค้าสารเคมีได้กำไรมากขึ้นอีก จากการขายสารอื่นที่ไม่ถูกแบนและมีราคาแพง” รศ.เจษฎากล่าว

รศ.เจษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาขณะนี้คือ ฝ่ายต่างๆ ส่วนใหญ่เถียงกันโดยไม่คำนึงเกษตรกร ทั้งนี้ควรให้เกษตกรซึ่งเป็นผู้ใช้สารเคมีนี้โดยตรงเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้เอง อีกทั้งระบุว่า รู้ว่า การแสดงความคิดเห็นที่ต้านกระแสสังคมเช่นนี้ จะทำให้ถูกโจมตีหนักอย่างแน่นอน