หน้าแรก เศรษฐกิจ สศค.ปัดฝุ่นกฎ...

สศค.ปัดฝุ่นกฎหมายมลพิษ-ดันใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหา

19.02.19 | 06:53 น.

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)เปิดเผยว่า สศค.กำลังดูว่าจะเสนอร่างพ.ร.บ.เครื่องมือเศรษฐศาสตร์เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา เพื่อให้ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที โดยกฎหมายดังกล่าวสามารถนำมาแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และ ขยะมูลฝอยต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาตรการมาใช้เร่งด่วน เช่นกรณีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กpm 2.5 เกินมาตรฐานในอากาศ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาดังกล่าวขึ้น ทำให้การแก้ไขปัญหาอาจจะไม่ทันท่วงที

“สศค.เคยเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน โดยผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา สำหรับสาเหตุที่มีการนำร่างพ.ร.บ.นี้ขึ้นมาเสนอใหม่อีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษจำนวนมาก อาทิ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก pm 2.5 สูงเกินมาตรฐาน เป็นต้น”นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะใช้เครื่องมือทางด้านภาษีและการเก็บค่าธรรมเนียมเข้ามาจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยนำหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายหรือPolluters Pay Principle (PPP) เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพมาร่วมใช้กับมาตรการต่างๆ

นายลวรณกล่าวว่า สศค.กําหนดเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทต่างๆ 7 ประเภท ได้แก่ 1. ภาษีสิ่งแวดล้อม 2.ค่าธรรมเนียมการจัดการ เช่น ค่าบําบัดน้ำเสีย เป็นต้น 3. ภาษีและค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ 4.การวางเงินประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม 5.การซื้อขายสิทธิการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิการปล่อยมลพิษ 6.การให้เงินอุดหนุน มาตรการสนับสนุน และ7.มาตรการอื่นๆ ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

“เดิม สศค.ได้กำหนดร่างกฎหมายแบบเปิดกว้างสำหรับการดำเนินงานในอนาคต แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา มองว่า ถ้าจะจัดเก็บภาษีเรื่องอะไรต้องระบุให้ชัด อาทิ เรื่องน้ำ ก็ต้องมีรายละเอียดให้ชัดเจนว่าจัดเก็บอะไรบ้าง เป็นต้น จึงไม่ให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน ในขณะที่สศค.มองว่าถ้าต้องออกพ.ร.บ.หลังจากเกิดปัญหาทุกครั้งจะไม่ทันการ จึงต้องออกกฎหมายแบบเปิดกว้างไว้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่กฎหมายภาษีจะออกเป็นแบบ Blank check หรือ การเขียนเช็คไว้เปล่าๆ และกรอกจำนวนเงินทีหลัง เพราะรัฐบาลจะต้องดูแลผู้เสียภาษีที่ได้รับผลกระทบ”นายลวรณ กล่าว

Advertisement

นายลวรณกล่าวว่า หากสามารถผลักดันร่างพ.ร.บ.นี้ได้ เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนลดการทำกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก จะต้องเสียภาษีเพิ่ม ในขณะที่ภาคเอกชนก็จะลดการเกิดมลพิษไปด้วยเพราะจะต้องจ่ายภาษีสิ่งแวดล้อมเพิ่ม อาทิ โรงงานปล่อยควันน้อยลง น้ำเสียบำบัดก่อนปล่อยทิ้ง เป็นต้น

“สิ่งที่อยากให้เข้าใจ คือ คนที่จ่ายภาษีสิ่งแวดล้อมนั้น คือ คนที่ทำให้เกิดมลพิษ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป จึงไม่จำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองผู้กระทำผิด และร่างกฎหมายที่จะเสนอครั้งนี้นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาควรเปิดกว้างให้อำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วย”นายลวรณ กล่าว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน