หน้าแรก เศรษฐกิจ จับตาเศรษฐกิจ...

จับตาเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก’62 ปัจจัยเสี่ยงนอกรุมเร้า-รอผลเลือกตั้งชัดเจน

19.02.19 | 17:33 น.

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไทยในปี 2562 ไว้ที่ 4.0% ในกรอบประมาณการที่ 3.5-4.2% อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 จะทำให้จีดีพีครึ่งปีแรก 2562 จะขยายตัวต่ำกว่าประมาณการทั้งปีที่ 4.0% ซึ่งนอกจากผลของฐานที่สูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 แล้ว ยังเผชิญมีความไม่แน่นอนทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ปัจจัยภายนอกประเทศยังมีความไม่ชัดเจนหลายประการทั้งประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังจะเป็นประเด็นค้างคา สถานการณ์เบร็กซิท ขณะที่เศรษฐกิจจีนและสหภาพยุโรปมีสัญญาณการชะลอตัวลงมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนปัจจัยในประเทศคงจะอยู่ที่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ โดยผลต่อเศรษฐกิจทางหนึ่งจะมีการกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนจากกิจกรรมการเลือกตั้ง แต่อีกทางหนึ่งนักลงทุนคงรอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งเพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย และมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีเสถียรภาพเข้ามาบริหารประเทศได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2562 เป็นต้นไป จะสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลดีต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายเงินงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2563 ที่จะมีความต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นที่คาดการณ์ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งผลักดันนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น อันน่าจะเป็นภาพเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

นายพนันดร อรุณีนิรมาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไทย ปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 3.8% จากปี 2561 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานจีดีพีปี 2561 ที่ 4.1% ผลจากแนวโน้มการส่งออกสินค้าที่มีทิศทางขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก คาดขยายตัว 3.4% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีทิศทางขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่มีทิศทางชะลอลงที่ 3.5% อย่างไรก็ดี มีหลายมาตรการภาครัฐที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน อาทิ มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ช่วงตรุษจีน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุผ่านการช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน และค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล เป็นต้น และด้านแนวโน้มรายได้ครัวเรือนมีทิศทางฟื้นตัวอย่างช้าๆ

นายพนันดร กล่าวว่า การลงทุนคาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นจากปีที่ผ่านมาสะท้อนสัญญาณที่ดีด้านการลงทุนในประเทศ มองว่าการลงทุนภาคเอกชนคาดขยายตัว 4.1% นอกจากนี้ การลงทุนในระยะต่อไปมีแนวโน้มที่จะได้รับอานิสงส์จากโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี แม้จะมีบางโครงการที่ล่าช้าไปบ้าง และรวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเริ่มเห็นความสนใจจากภาคเอกชนชัดเจนยิ่งขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 137% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านการลงทุนรัฐยังมีความล่าช้า และหากมีความล่าช้ามากขึ้น ก็อาจจะส่งผลต่อการขยายตัวของการลงทุนในระยะต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกอาจมีทิศทางชะลอตัวจากช่วงปลายปี 2561 เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเลือกตั้ง โดยหากการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น ก็จะมีแนวโน้มส่งผลดีต่อการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้

“ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้ ประกอบด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า และความไม่นอนจากการเลือกตั้ง โดยจะต้องติดตามผลการเจรจาในวันที่ 1 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดช่วงสงบศึก 90 วันของทางสหรัฐและจีน ซึ่งหากทั้งสองประเทศไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สหรัฐจะขึ้นภาษีเพิ่มเติมจากเดิมที่อัตรา 10% เป็น 25% สำหรับสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนอาจมีมาตรการตอบโต้ โดยหากเหตุการณ์มีความรุนแรงมากกว่าคาด ก็อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการส่งออกสินค้าเพิ่มเติมได้ ในส่วนของความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้ง อาจส่งผลต่อการชะลอการลงทุนและการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ด้วย” นายพนันดร

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน โกลบอล บิซิเนส ดีเวลอปเม้นต์ แอนด์ สตาร์ติจี ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 4.1% โดยความเสี่ยงหลักในช่วง 6 เดือนข้างหน้า มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และหากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ยังไม่มีทางออกที่ดีจะเป็นปัจจัยกดดันภาคอุตสาหกรรมในครึ่งปีแรก 2562 โดยผลจากสงครามการค้าทำให้ภาคการผลิตของจีนอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน การส่งออกของไทยจึงมีแนวโน้มชะลอตัวเช่นกัน จากการชะลอคำสั่งซื้อจากคู้ค้าในประเทศจีน กำลังซื้อของประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงอาเซียนที่อาจชะลอตาม ดังนั้นผู้ประกอบการควรเตรียมตัวกับยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลง การแข่งขันด้านราคาที่น่าจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มองว่าการใช้นโยบายรัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจยังมีความจำเป็น ความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

Advertisement

นายพชรพจน์ กล่าวว่า ประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี ในช่วงครึ่งปีแรก 2562 เพื่อพิจารณาผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามการค้า การปรับตัวของตลาดเงินและตลาดทุน หลังเฟดส่งสัญญาณว่าจะระมัดระวังในการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็ว รวมทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการแอลทีวี) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้ อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ไม่รุนแรง คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2%ต่อปี ในช่วงครึ่งปีหลัง

เกาะกระแสเศรษฐกิจใกล้ตัว กับมติชน คลิ๊ก!

เพิ่มเพื่อน