นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยในงาน ดีแทค แอคเซอเลอเรท เปิดโครงการ ปี 7 ณ ดีแทค เฮ้าส์ ว่า ดีแทคมีความตั้งใจที่จะนำ ดีแทค แอคเซอเลอเรท สตาร์ตอัพ เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจใน 2 ด้าน คือ
1.นำแนวคิดการทำงาน และที่ปรึกษาสตาร์ตอัพ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของพนักงานในองค์กร เพื่อพัฒนางานให้ได้ประสิทธิภาพตามเป้าหมาย 2.สร้างระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ 5G รวมทั้งหากรณีศึกษา เพื่อการใช้งานจริงในโลกธุรกิจ ซึ่ง สตาร์ตอัพ จะช่วยผลักดันให้เกิดบริการที่สร้างสรรค์ โดยนำแพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและสังคม มาช่วยต่อยอด ทั้งนี้ ได้นำสตาร์ตอัพ เข้าร่วมโครงการทดสอบ 5G Testbed ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วย
นางอเล็กซานดรา กล่าวว่า ปัจจุบัน ดีแทค แอคเซอเลอเรท มีสตาร์ตอัพที่ผ่านการระดมทุนระดับ ซีรี่ส์เอ จำนวน 6 ธุรกิจ ในขณะที่ยังมีอีก 23 ธุรกิจ ที่ผ่านการระดมทุนระดับเริ่มต้น โดยมูลค่าของการระดมทุนจะอยู่ในช่วง 20,000-50,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 600,000-1.5 ล้านบาท ซึ่งยังไม่สามารถระดมทุนต่อไปถึง ซีรี่ส์เอ ได้ ดังนั้น จึงเปิดตัวโครงการ เอ อะคาเดมี่ ขึ้น เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจสตาร์ตอัพเหล่านั้น ได้ก้าวไปสู่การระดมทุนระดับ ซีรี่ส์เอ

“โครงการนี้ จะเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุนในรอบการระดมทุนที่มีมูลค่าสูง รวมไปถึงการเข้าถึงลูกค้าที่มากขึ้น และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจ เช่น นำการเรียนรู้ของแมชชีน เลิร์นนิง และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปรับใช้กับธุรกิจ โดยได้เชิญบริษัทที่ลงทุนในกิจการชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย เข้าให้ความรู้เกี่ยวกับการระดมทุน การจัดรูปแบบด้านการเงิน และแบ่งปันเทคนิคต่างๆ” นางอเล็กซานดรา กล่าว
สำหรับ หลักสูตร เอ อะคาเดมี่นับเป็นโครงการที่จะช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ สามารถสร้างมูลค่าของบริษัทให้ได้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโครงการนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสตาร์ตอัพสัญชาติไทย ที่เป็นหนึ่งในโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ให้กลายเป็นยูนิคอร์นต่อไป โดยเป้าหมายของ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ปี 7 คือ มองหาธุรกิจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ, เกษตรกรรม, อสังหาริมทรัพย์, พลังงาน, อีคอมเมิร์ซ, การท่องเที่ยว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในธุรกิจประกัน และอื่นๆ
นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เปิดเผยว่า ในประเทศไทย มีสตาร์ตอัพไม่ถึง 10% ที่ได้รับการลงทุนระดับเริ่มต้น ถึงระดับซีรี่ส์เอ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดีแทค แอคเซอเลอเรท เข้ามาช่วยปลดล็อคการลงทุน เพื่อช่วยให้ สตาร์ตอัพไทย เติบโตต่อไปได้ ซึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัพ ดีแทค แอคเซอเลอเรท มีถึง 25% ที่สามารถระดมทุนจากระดับเริ่มต้น ถึงระดับซีรี่ส์เอ ซึ่งเราอยากที่จะเพิ่มอัตราส่วนการลงทุนในสตาร์ตอัพไทยให้ได้มากกว่านี้
ข้อมูลจาก เทคซอล สตาร์ทอัพ รีพอร์ต 2561 ระบุถึงสถิติการลงทุนในสตาร์ตอัพไทย ตั้งแต่ปี 2558 มีการลงทุนเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2561 ที่ผ่านมา การลงทุนลดลงเหลือเพียง 61 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2560 ที่มีจำนวน 105 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะไม่มีการลงทุนในดีลใหญ่ๆ ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

สาเหตุหลักที่ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่มี 3 ประการคือ
- นักลงทุนหันไปลงทุนในประเทศ กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าในไทย เช่น ไปลงทุนที่เวียดนาม เนื่องจากมีคนที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มากขึ้น ทำให้เวียดนามสามารถดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนได้มากกว่า ในเวียดนามมีการลงทุนถึง890 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 92 ดีล
- การแข่งขันที่รุนแรง จากแพลตฟอร์มซุปเปอร์แอพ ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ครอบคลุมทุกบริการ และต้องการให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้งานเป็นประจำทุกวัน ทำให้สตาร์ตอัพในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง ต้องออกจากธุรกิจไป เนื่องจากสู้กับซุปเปอร์แอพเหล่านี้ไม่ได้ เช่นไลน์ และแกร็บ ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซุปเปอร์แอพดังกล่าว แสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตร หรือควบรวมกิจการ สร้างอีโคซิสเต็ม ขยายบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองผู้ใช้งานได้ครบครันในแอปเดียว เช่น บริการ ส่งของ ส่งอาหาร บริการด้านการเงิน ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบาย โดยไม่ต้องใช้แอพอื่น
- ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้ารายใหม่ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจสตาร์ตอัพจำนวนมากจึงเริ่มที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากบีทูซี (บิสซิเนส ทู คัสโตเมอร์) คือ การที่ธุรกิจขายสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคทั่วๆ ไปโดยตรง ไปสู่ บีทูบี (บิสซิเนส ทู บิสซิเนส) ทำธุรกิจโดยขายสินค้าหรือบริการ ให้กับลูกค้าที่เป็นลูกค้าองค์กร ไม่ใช่รายบุคคล เพื่อสร้างรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งรูปแบบธุรกิจ แบบบีทูบี ที่มีศักยภาพในการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้นั้นก็ทำได้ยาก
“ในปี 2561 มีการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติไทยทั้งสิ้น 34 รายการ โดยมีมูลค่าระดมทุนทั้งสิ้น 61 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมี 7 รายการที่เป็นสตาร์ตอัพจาก ดีแทค แอคเซอเลอเรท โดยมีมูลค่าระดมทุนทั้งสิ้น 11 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับ 17% ของการลงทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2561 ซึ่งธุรกิจสตาร์ตอัพไทยที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ ฟาสต์เวิร์ค ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพที่มีมูลค่าการระดมทุนสูงที่สุดในระดับ ซีรี่ส์เอ ที่ผ่านมา นอกจากนี้ รีคัลท์ เองก็ได้รับการระดมทุนระดับเริ่มต้น ที่สูงที่สุดของหมวดเกษตรกรรมประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันดีแทค แอคเซอเลอเรท มีสตาร์ตอัพในโครงการรวมทั้งสิ้น 46 ธุรกิจ ซึ่งมีอัตราความสำเร็จของธุรกิจคิดเป็น 70% โดยคิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านบาท และมีปริมาณการระดมทุนคิดเป็นมูลค่า 870 ล้านบาท” นายสมโภชน์ กล่าว


เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


