“ดีแทค แอคเซอเลอเรทปี 7” ปั้นสตาร์ตอัพไทยขึ้นแท่นยูนิคอร์น

20.02.19 | 21:17 น.

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยในงาน ดีแทค แอคเซอเลอเรท เปิดโครงการ ปี 7 ณ ดีแทค เฮ้าส์ ว่า ดีแทคมีความตั้งใจที่จะนำ ดีแทค แอคเซอเลอเรท สตาร์ตอัพ เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจใน 2 ด้าน คือ

1.นำแนวคิดการทำงาน และที่ปรึกษาสตาร์ตอัพ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของพนักงานในองค์กร เพื่อพัฒนางานให้ได้ประสิทธิภาพตามเป้าหมาย 2.สร้างระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ 5G รวมทั้งหากรณีศึกษา เพื่อการใช้งานจริงในโลกธุรกิจ ซึ่ง สตาร์ตอัพ จะช่วยผลักดันให้เกิดบริการที่สร้างสรรค์ โดยนำแพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและสังคม มาช่วยต่อยอด ทั้งนี้ ได้นำสตาร์ตอัพ เข้าร่วมโครงการทดสอบ 5G Testbed ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วย

นางอเล็กซานดรา กล่าวว่า ปัจจุบัน ดีแทค แอคเซอเลอเรท มีสตาร์ตอัพที่ผ่านการระดมทุนระดับ ซีรี่ส์เอ จำนวน 6 ธุรกิจ ในขณะที่ยังมีอีก 23 ธุรกิจ ที่ผ่านการระดมทุนระดับเริ่มต้น โดยมูลค่าของการระดมทุนจะอยู่ในช่วง 20,000-50,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 600,000-1.5 ล้านบาท ซึ่งยังไม่สามารถระดมทุนต่อไปถึง ซีรี่ส์เอ ได้ ดังนั้น จึงเปิดตัวโครงการ เอ อะคาเดมี่ ขึ้น เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจสตาร์ตอัพเหล่านั้น ได้ก้าวไปสู่การระดมทุนระดับ ซีรี่ส์เอ

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

“โครงการนี้ จะเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุนในรอบการระดมทุนที่มีมูลค่าสูง รวมไปถึงการเข้าถึงลูกค้าที่มากขึ้น และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจ เช่น นำการเรียนรู้ของแมชชีน เลิร์นนิง และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปรับใช้กับธุรกิจ โดยได้เชิญบริษัทที่ลงทุนในกิจการชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย เข้าให้ความรู้เกี่ยวกับการระดมทุน การจัดรูปแบบด้านการเงิน และแบ่งปันเทคนิคต่างๆ” นางอเล็กซานดรา กล่าว

สำหรับ หลักสูตร เอ อะคาเดมี่นับเป็นโครงการที่จะช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ สามารถสร้างมูลค่าของบริษัทให้ได้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโครงการนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสตาร์ตอัพสัญชาติไทย ที่เป็นหนึ่งในโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ให้กลายเป็นยูนิคอร์นต่อไป โดยเป้าหมายของ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ปี 7 คือ มองหาธุรกิจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ, เกษตรกรรม, อสังหาริมทรัพย์, พลังงาน, อีคอมเมิร์ซ, การท่องเที่ยว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในธุรกิจประกัน และอื่นๆ

Advertisement

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เปิดเผยว่า ในประเทศไทย มีสตาร์ตอัพไม่ถึง 10% ที่ได้รับการลงทุนระดับเริ่มต้น ถึงระดับซีรี่ส์เอ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดีแทค แอคเซอเลอเรท เข้ามาช่วยปลดล็อคการลงทุน เพื่อช่วยให้ สตาร์ตอัพไทย เติบโตต่อไปได้ ซึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัพ ดีแทค แอคเซอเลอเรท มีถึง 25% ที่สามารถระดมทุนจากระดับเริ่มต้น ถึงระดับซีรี่ส์เอ ซึ่งเราอยากที่จะเพิ่มอัตราส่วนการลงทุนในสตาร์ตอัพไทยให้ได้มากกว่านี้

ข้อมูลจาก เทคซอล สตาร์ทอัพ รีพอร์ต 2561 ระบุถึงสถิติการลงทุนในสตาร์ตอัพไทย ตั้งแต่ปี 2558 มีการลงทุนเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2561 ที่ผ่านมา การลงทุนลดลงเหลือเพียง 61 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2560 ที่มีจำนวน 105 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะไม่มีการลงทุนในดีลใหญ่ๆ ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท

สาเหตุหลักที่ไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่มี 3 ประการคือ

  1. นักลงทุนหันไปลงทุนในประเทศ กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าในไทย เช่น ไปลงทุนที่เวียดนาม เนื่องจากมีคนที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มากขึ้น ทำให้เวียดนามสามารถดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนได้มากกว่า ในเวียดนามมีการลงทุนถึง890 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 92 ดีล
  2. การแข่งขันที่รุนแรง จากแพลตฟอร์มซุปเปอร์แอพ ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ครอบคลุมทุกบริการ และต้องการให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้งานเป็นประจำทุกวัน ทำให้สตาร์ตอัพในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง ต้องออกจากธุรกิจไป เนื่องจากสู้กับซุปเปอร์แอพเหล่านี้ไม่ได้ เช่นไลน์ และแกร็บ ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซุปเปอร์แอพดังกล่าว แสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตร หรือควบรวมกิจการ สร้างอีโคซิสเต็ม ขยายบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองผู้ใช้งานได้ครบครันในแอปเดียว เช่น บริการ ส่งของ ส่งอาหาร บริการด้านการเงิน ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบาย โดยไม่ต้องใช้แอพอื่น
  3. ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้ารายใหม่ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจสตาร์ตอัพจำนวนมากจึงเริ่มที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากบีทูซี (บิสซิเนส ทู คัสโตเมอร์) คือ การที่ธุรกิจขายสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคทั่วๆ ไปโดยตรง ไปสู่ บีทูบี (บิสซิเนส ทู บิสซิเนส) ทำธุรกิจโดยขายสินค้าหรือบริการ ให้กับลูกค้าที่เป็นลูกค้าองค์กร ไม่ใช่รายบุคคล เพื่อสร้างรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งรูปแบบธุรกิจ แบบบีทูบี ที่มีศักยภาพในการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้นั้นก็ทำได้ยาก

“ในปี 2561 มีการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติไทยทั้งสิ้น 34 รายการ โดยมีมูลค่าระดมทุนทั้งสิ้น 61 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมี 7 รายการที่เป็นสตาร์ตอัพจาก ดีแทค แอคเซอเลอเรท โดยมีมูลค่าระดมทุนทั้งสิ้น 11 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับ 17% ของการลงทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2561 ซึ่งธุรกิจสตาร์ตอัพไทยที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ ฟาสต์เวิร์ค ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพที่มีมูลค่าการระดมทุนสูงที่สุดในระดับ ซีรี่ส์เอ ที่ผ่านมา นอกจากนี้ รีคัลท์ เองก็ได้รับการระดมทุนระดับเริ่มต้น ที่สูงที่สุดของหมวดเกษตรกรรมประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันดีแทค แอคเซอเลอเรท มีสตาร์ตอัพในโครงการรวมทั้งสิ้น 46 ธุรกิจ ซึ่งมีอัตราความสำเร็จของธุรกิจคิดเป็น 70% โดยคิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านบาท และมีปริมาณการระดมทุนคิดเป็นมูลค่า 870 ล้านบาท” นายสมโภชน์ กล่าว

ดีแทค แอคเซอเลอเรทปี 7
ดีแทค แอคเซอเลอเรทปี 7

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน