หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.พร้อมใช้ง...

ธปท.พร้อมใช้งานsandboxไตรมาส 2 ชู 5 รูปแบบให้บริการ

20.02.19 | 17:17 น.

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ระบบการทดลองแบบปิด (regulatory sandbox )มีความคืบหน้าและพร้อมใช้งานจริงมากขึ้น โดยขณะนี้โครงการที่เข้าร่วมทดสอบในระบบทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ 1.คิวอาร์โค้ดมาตรฐาน 2.ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (ไบโอแมทริกซ์) 3.ระบบกลางในการเก็บข้อมูลรวม (บล็อกเชน) 4.การเรียนรู้ด้วยตนเองของระบบคอมพิวเตอร์ (แมทชีน เลินนิ่ง) 5.การเชื่อมต่อกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระว่างโปรแกรมกับโปรแกรม (Standardized API) รวม 38 โครงการ ซึ่งมี 15 โครงการออกจากการระบบการทดลองเนื่องจากมีความพร้อมใช้งานมากเพียงพอแล้ว ซึ่งที่ออกไปทั้งหมดเป็นคิวอาร์โค้ด ที่ปัจจุบันมีการใช้ในวงกว้างมากขึ้น มีร้านค้าที่ใช้ระบบคิวอาร์โค้ดชำระสินค้ากว่า 3 ล้านราย โดยคาดว่าไตรมาส 2 จะสามารถทยอยนำระบบคิวอาร์โค้ดออกมาใช้งานจริงได้ทั้งหมด

นางสาวสิริธิดา กล่าวว่า ระบบข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการยืนยันตัวตนที่ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น โดยอาศัยแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับเปรียบเทียบ อาทิ บัตรประชาชน สะดวกในการใช้งานมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยให้มากที่สุด ซึ่งเลือกการยืนยันตัวตนผ่านการแสกนใบหน้า เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ราคาไม่สูงเท่าการแสกนม่านตาและลายนิ้วมือ แต่มีความแม่นยำที่เชื่อถือได้พอสมควร โดยหากนำระบบยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) เข้ามาใช้กับธุรกรรมทางการเงิน จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่ายและสะดวก รวมถึงปลอดภัยมากขึ้นด้วย ซึ่งจะมีการเริ่มใช้กับธุรกรรมพื้นฐานของธนาคาร คือ การเปิดบัญชีธนาคาร และในระยะต่อไปอาจมีการใช้กับการเปิดบัญชีประกันหรือกองทุน โดยไม่ต้องยืนยันตัวตนหรือให้ข้อมูลซ้ำ หากเคยมีการเปิดบัญชีในธุรกรรมประเภทเดียวกัน

“ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ 46.5 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นลงทะเบียนด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 30 ล้านเลขหมาย ซึ่งพบว่ามีนิติบุคคลเข้าร่วมมากขึ้น แต่ยังติดปัญหาเรื่องการปรับเปลี่ยนระบบภายในขององค์กร ทำให้อาจยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร จึงจะมีการปรับปรุงให้ตอบโจทย์การใช้งาน พร้อมกับพัฒนาระบบใหม่ควบคู่กันไปด้วย” นางสาวสิริธิดา กล่าว