นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการชาจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ความรู้และแนะนำช่องทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะเอฟทีเอที่ไทยทำกับอาเซียน และจีน ที่ประเทศคู่ค้าเหล่านี้ได้มีการลดภาษีศุลกากรให้กับสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ชาจากไทยเหลือ 0% แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มแต้มต่อและโอกาสในการแข่งขันของชาไทย
” เกษตรกรและผู้ประกอบการ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตชา ตั้งแต่การปลูก การเก็บใบชา ถึงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของชาไทยในตลาดโลก โดยปี 2560 ไทยประสบความสำเร็จในการส่งออกผลิตภัณฑ์ชา อาทิ ชาผง ชา 3 in 1 เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากแคนาดา สหรัฐอเมริกา และจีน มีปริมาณส่งออกรวม 10,775 ตัน คิดเป็นมูลค่า 958 ล้านบาท ไปกลุ่มอาเซียน ไต้หวัน สหรัฐฯ และจีน เป็นต้น สำหรับการส่งออกใบชา ปี2560ไทยส่งออกใบชา 2,710 ตัน คิดเป็นมูลค่า 436 ล้านบาท ไปยังอินโดนีเซีย กัมพูชา และจีน เป็นต้น
นางอรมน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย พบว่าชาเชียงราย เป็นชาชนิดเดียวที่ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(จีไอ)ในไทย แสดงถึงความพิเศษของชาที่ปลูกในพื้นที่นี้ที่มีสภาพดิน อากาศ ระดับความสูง ความลาดเอียงของพื้นที่ ตลอดจนกระบวนการผลิตที่ส่งผลให้ได้ชาที่มีความพิเศษและแตกต่างจากชาที่ผลิตจากแหล่งอื่นๆในโลก ถือเป็นโอกาสร่วมกันสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ความพิเศษดังกล่าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการชาในพื้นที่ก็ให้การตอบรับและเห็นความสำคัญของการผลิตชาให้ได้คุณภาพ การเพิ่มมูลค่าให้กับใบชาในรูปแบบต่างๆ การสร้างเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะให้กับชา การผสมใบชากับพืชสมุนไพรและพืชท้องถิ่น การทำชา ออร์แกนิก และการเชื่อมโยงการผลิตชากับการท่องเที่ยว เป็นต้น

ทั้งนี้ ชาถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ปลูกมากในพื้นที่ภาคเหนือ มากที่สุดที่จังหวัดเชียงราย โดยนอกจากไทยจะส่งออกใบชาแล้ว ยังมีการนำไปแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ชา เช่น ชาผงสำเร็จรูป ชา 3 in 1 เป็นต้น ในปี 2561 ไทยมีผลผลิตชาสดประมาณ 93,309 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 27.45 แบ่งเป็นชาอัสสัม 84,231 ตัน คิดเป็นร้อยละ 90.27 ของผลผลิตชาทั้งหมด และชาจีน 9,078 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.73 ในปีเดียวกัน (2560) ไทยนำเข้าชา 11,639 ตัน จากประเทศ จีน (ร้อยละ49) เวียดนาม (ร้อยละ25) และเมียนมา (ร้อยละ11) ซึ่งภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยลดภาษีนำเข้าใบชาจากอาเซียนเหลือร้อยละ 0 แล้ว
สำหรับประเทศคู่เอฟทีเออื่นๆ เช่น จีน ไทยยังไม่ได้ลดภาษีใบชาให้กับจีน โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าชาจากจีนเท่ากับประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) อื่นๆ กล่าวคือ อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 30 ภายใต้ปริมาณ 625 ตัน ต่อปี ดังนั้น หากมีการนำเข้าเกินปริมาณโควตาดังกล่าว จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 90 ขณะที่ประเทศคู่ค้าของไทยที่สำคัญ อาทิ จีน ได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าให้แก่ไทยแล้ว และประเทศอาเซียนอื่นๆ ก็ได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ให้แก่ไทยแล้วเช่นกัน ยกเว้นเมียนมาที่ยังคงภาษีนำเข้าใบชาอยู่ที่ร้อยละ 5

