หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนสวนพณ. ช...

เอกชนสวนพณ. ชี้ส่งออกปี62โตแค่3% พิษบาทแข็ง-ขึ้นค่าแรงกดดันหนัก

25.02.19 | 14:09 น.

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(สค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาส 1 ปี 2562 ร่วมกับภาคเอกชนและผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมหลัก อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเลและอาหารทะเลแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง และเครื่องสำอาง  ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า เอกชนได้แสดงความกังวลและต้องการให้ภาครัฐเร่งเข้ามาดูแล คือ ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าเร็วและผันผวน และผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ รวมถึงข้อเสนอด้านต่างๆของภาคเอกชนที่จะนำมาประกอบกับการแผนการส่งเสริมการส่งออก ที่กรมฯได้ปรับแนวทางการส่งเสริมใหม่ เน้นการโฟกัสกลุ่มสินค้าที่สอดรับกับตลาดผู้ซื้อ แทนการจัดกิจกรรมพร้อมกันกลุ่มสินค้าหรือตลาดผู้ซื้อ ซึ่งกลุ่นสินค้าที่มีศักยภาพส่งออกได้ดี คือ อาหาร สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า จากนี้กรมฯจะหารือภาคเอกชนรายกลุ่มอุตสาหกรรมต่อไป เพื่อจัดทำแผนงานส่งเสริมต่อไป เช่น กลุ่มเกษตรและอาหาร เน้นกิจกรรมแสดงสินค้า คู่กับโปรโมตตามร้านอาหารไทยในต่างแดน และส่งเสริมใช้วัตถุดิบเกษตรในการแปรูรูป เช่นทำเครื่องสำอาง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม เน้นหาตลาดเสริม เช่น ประเทศลาตินอเมริกา อินเดีย แอฟริกา เสริมจากจีน สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นและอาเซียน  อีกทั้งผลักดันธุรกิจบริการ รวมถึงการเพิ่มช่องทางตลาดอีคอมเมิร์ซและออนไลน์  นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า สำหรับการส่งออกเดือนมกราคม 2562 ติดลบ 5.6% นั้น หากดูย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ไตรมาสแรกตัวเลขส่งออกจะชะลอตัวหรือติดลบ ซึ่งภาคเอกชนก็ยืนยันว่าเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมตัวเลขจะดีขึ้นหรือหากติดลบก็ไม่สูงเท่าเดือนมกราคม

“ กระทรวงพาณิชย์ยังคงตัวเลขส่งออกปลายอุโมงค์ทั้งปี 2562 ไว้ที่ 8% แม้เอกชนจะมองตัวเลขแค่ 3-5% เพราะเพิ่งผ่านไปเพียงเดือนเดียวที่ติดลบ ยังเหลืออีก 11 เดือน และกรมเตรียมแผนผลักดันส่งออกรวมกับเอกชนต่อเนื่องและเตรียมมาตรการช่วยเหลืออีกจำนวนมาก  ซึ่งในแต่ละปีจะใช้งบส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 1,500-1,800 ล้านบาท “นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานภาคเอกชน กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าโอกาสที่ส่งออกไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 3% มูลค่าประมาณ 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ขยายตัวได้ 1.4% และสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ 3% เนื่องจากความกังวลต่อ 2 ปัจจัยหลักที่กระทบต่อการส่งออก คือ 1. บาทแข็งค่าเกินไป จะกระทบต่อต้นทุน กำไรลดลงหรืออาจถึงขั้นขาดทุน หากยังปล่อยให้บาทแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ 2. การปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ โดยที่รัฐไม่ได้คำนึงถึงผลการหารือของเอกชน ซึ่งผลหารือด้านจ้างแรงงาน มี 40 จังหวัดเสนอให้คงในอัตราจ้างเดิม ซึ่งในส่วนนี้มีแรงงานต่างด้าว 6-7 ล้านคนเกี่ยวข้องด้วย และหากรัฐจะปรับต้องให้เวลาเอกชนเตรียมพร้อมก่อน 1 ปี เพื่อมีเวลาในการวางแผนต้นทุนและการเสนอราคาขายในต่างประเทศ

“บาทแข็งและผันผวนเร็ว เอกชนได้เสนอหธปท.ดูแลมาตลอด ซึ่งธปท.ก็ระบุว่าดูแลมาตลอดและเป็นไปตามกลไกตลาด ดังนั้น เราก็คาดหวังน้อยที่ธปท.จะดูแลอะไรมากกว่าที่ทำอยู่เดิม ก็เป็นเรื่องที่เอกชนต้องคุมเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี ส่วนตัวเลขส่งออกนั้น เอกชนมองว่าเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จะดีขึ้น ติดลบน้อยหรือไม่ติดลบ น่าจะได้เกิน 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งตัวเลขของกุมภาพันธ์คือวันทำงานน้อย  “

Advertisement

นายสนั่น กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่กระทบต่อการส่งออกในปีนี้อีก เช่น สงครามการค้าสหรัฐกับจีนแม้สหรัฐผ่อนปรนเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน แต่ก็ยังไม่ได้ชัดเจนว่าจะใช้มาตรการอีกเมื่อไหร่  พร้อมกับเร่งรัดให้รัฐส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ)และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อความเป็นหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) และความชัดเจนการใช้กฎหมายต่างๆ ซึ่งหากสามารถเพิ่มการประโยชน์การเปิดค้าเสรี ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบไทยในการผลิตสินค้าของต่างชาติ และกิจกรรมเจาะตลาดได้ผล อาจทำให้ตัวเลขส่งออกสามารถขยายตัวได้ 5%

นายสนั่น กล่าวว่า สำหรับแนวคิดใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขาย หากเป็นสกุลอาเซียนด้วยกัน ก็น่าจะเป็นเรื่องดี และดีกว่าที่จะใช้สกุลอื่นแทน เช่น เงินยุโรปแทนสหรัฐฯ แต่ก็ยังติดในเรื่องค่าเงินทุกสกุลผันผวนเร็ว ทางปฎิบัติอาจทำได้ยาก และโอกาสนำมาใช้ค่อนข้างน้อย