นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนมกราคม 2562 ว่า จากการสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯปรับตัวลดลงในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 48.0 จากระดับ 48.4 ในเดือนธันวาคม 2561 สะท้อนถึงความเชื่อจากข้อเท็จจริงของภาคเศรษฐกิจของจังหวัดที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวช้าและไม่โดดเด่น หอการค้าฯ ในทุกภาคยังมีความกังวลในเรื่องของทิศทางในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาคกลาง ตะวันออก เหนือ และใต้ ยังมีการปรับตัวลดลง ส่วนภาคอีสาน และกรุงเทพฯ ยังทรงตัวอยู่ในระดับปกติ
“ผลสำรวจดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าบรรยากาศหลังการเลือกตั้งจะมีความคึกคักหรือไม่ เพราะยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ได้ชัด อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมนี้ วงเงินสะพัดจากการเลือกตั้งจะช่วยดึงเศรษฐกิจฟื้นตัวในทุกพื้นที่ ส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยว ต้องดูตัวเลขในเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่จากการสำรวจของเดือนมกราคมพบว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลให้ภาคใต้มีการปรับตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แต่สัญญาณของราคายางพาราฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราคา 45-50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) โดยหวังว่าในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งในตอนนี้ภาครัฐมีการผลักดันให้เกิดการใช้ในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการลดซัพพลายลง และเชื่อว่าราคาสินค้าเกษตรจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นหลังจากนี้”
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนปัญหาเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวติดลบ 3 เดือนติด และด้านราคาสินค้าเกษตรที่ยังทรงตัวต่ำ ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1/2562 จะโตอยู่ที่ประมาณ 3.5-3.8% ส่วนในด้านของการส่งออกคาดว่าจะโตอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 มองว่าน่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 4% และคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนเมษายน เป็นการเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุด รวมถึงการรอชมพระราชพิธีสำคัญ แต่ในช่วง 9 เดือนหลังจากนี้ จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐบาลจึงทำให้ประเทศไทยอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาเศรษฐกิจโลก และปัจจัยที่เคลื่อนด้วยตัวเองเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการส่งออกที่ผูกพันกับเศรษฐกิจโลก อาทิ เรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร รวมถึงบรรยากาศโดยรวมที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น หรือการลงทุนทั่วไปประเทศไทย
“เราคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้ จะเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุนในการใช้จ่ายปกติ และเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อประคองเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดการบริหารค่าเงิน ต้องมีกรอบการจัดการที่เหมาะสม เพื่อเอื้อต่อการส่งออกให้ขยายตัวได้ 4% ขึ้นไป โดยต้องคุมราคาค่าบาทไม่ให้แข็งค่าต่อประเทศเพื่อบาทจนเกินไป ซึ่งเอกชนมองว่าควรวางกรอบให้อยู่ประมาณที่ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ประเทศไทยควรที่จะเดินหน้าเรื่องการเลือกตั้งให้ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีความขัดแย้ง และเข้มแข็ง” นายธนวรรธน์กล่าว
นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ รองประธานหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า ในส่วนของภูมิภาค เศรษฐกิจยังทรงตัว มาจากกำลังซื้อและการบริโภคของภาคประชาชน เนื่องจากสินค้าในภาคการเกษตรยังมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างที่คาดหวังไว้ จึงส่งผลให้การบริโภคของประชาชน ยังทรงตัวดับกว่าระดับ 50 ส่วนปัจจัยบวกของประเทศตอนนี้ คือ เรื่องของการท่องเที่ยวและภาคการบริการ ที่ถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคได้ หากมีการสำรวจเฉพาะภาคเหนือ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2561 ถึง เดือนมกราม 2562 ถึงแม้ว่าในเดือนมกราคมตัวเลขดัชนีฯ จะลดลงแต่ยังอยู่ในระดับที่ดี สามารถเดินต่อไปได้
“ในส่วนของภาคเกษตร เนื่องจากอัตราการบริโภคของภาคประชาชนยังไม่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ภาคเหนือ ทั่วทุกภูมิภาคส่วนใหญ่จะดำรงอยู่ได้โดยภาคเกษตรเป็นหลัก ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือรัฐบาลชุดใหม่ ควรที่จะให้ความสำคัญกับภาคเกษตรเป็นเรื่องหลักสำคัญของภูมิภาค เช่นเดียวกันกับภาคการท่องเที่ยวต้องผลักดันให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายวิโรจน์กล่าว

