รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ธนาคารธนชาต และทหารไทยหรือทีเอ็มบีแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า มีการลงนามบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding Memorandum of Understanding) ระหว่างผู้ถือหุ้น คือ ING Groep N.V. บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) The Bank of Nova Scotia หรือBNS ธนาคารธนชาต และธนาคารทหารไทย(ทีเอ็มบี) เพื่อกำหนดกรอบความเข้าใจและหลักการสำหรับการเจรจาร่วมกันต่อไปเกี่ยวกับการเข้าทำธุรกรรมต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรวมกิจการระหว่างธนาคารฯ และธนาคารธนชาต ร่วมดำเนินธุรกิจธนาคารด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น
ทั้งนี้หลังจากรวมกิจการแล้วจะมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านราย และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทย โดยทุนธนชาตจะยังคงเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่และร่วมอยู่ในคณะกรรมการธนาคารภายหลังรวมกิจการแล้วเสร็จอีกด้วย สำหรับชื่อทางการหลังควบรวมการดำเนินงานแล้วจะมีการใช้ชื่อทางการค้าใหม่ โดยพิจารณาจากจุดแข็งในเชิงพาณิชย์ของชื่อการค้าเดิมของธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย ซึ่งชื่อทางการค้าใหม่ที่ชัดเจนและแน่นอนจะขึ้นอยู่กับการอนุมัตของคณะกรรมการธนาคารหลังจากการรวมกิจการแล้วเสร็จ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ทีเอ็มบีและธนชาต เปิดแถลงข่าวถึงการควบรวมกิจการ โดยการลงนามดังกล่าวเป็นการเพื่อตกลงในการควบรวมกิจการ โดยจะต้องมีการทำการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะกิจการ(ดิว ดิลิเจนท์) คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งภายหลังจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงแล้ว คู่สัญญาทุกฝ่ายประสงค์ที่จะตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ จัดเตรียม พิจารณา ต่อรอง และตกลงเข้าทำสัญญาตามที่คู่สัญญาจะได้ตกลงกันโดยทันที ธนาคารคาดว่าธุรกรรมน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562
ทั้งนี้ค่าตอบแทนในการทำธุรกรรมทั้ง 2 ธนาคารคาดว่าธุรกรรมนี้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 130,000-140,000 ล้านบาท โดยคู่สัญญาจะตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่กันในรูปแบบของเงินสดและเงินสดส่วนหนึ่งจะนำกลับมาลงทุนในธนาคาร ซึ่งภายหลังจากการเข้าทำธุรกรรมแล้วเสร็จและมีการเพิ่มทุนตามที่จำเป็น ING กระทรวงการคลัง และทุนธนชาต คาดว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นหลักของธนาคารภายหลังการรวมกิจการ โดย ING และทุนธนชาตจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ส่วน BNS คาดว่าจะถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในการจัดหาเงินทุน ธนาคารประสงค์จะจัดหาเงินทุนสำหรับการเข้าทำธุรกรรมครั้งนี้ ผ่านการระดมทุนทั้งการออกตราสารหนี้และการออกหุ้นเพิ่มทุน โดยเงินทุนจากการออกหุ้นเพิ่มทุนคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของมูลค่าธุรกรรม
สำหรับในส่วนการออกหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 50,000-55,000 ล้านบาท จะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ ทุนธนชาต และ BNS โดยการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ ทุนธนชาต และ BNS คาดว่าจะคิดมูลค่าหุ้นเพิ่มทุนของธนาคาร เท่ากับ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชีล่าสุดของธนาคาร ภายหลังปรับปรุงมูลค่าจากการจัดหาเงินทุน ทั้งนี้ มูลค่าดังกล่าวจะต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าขั้นต่ำที่จะได้กำหนดไว้ในสัญญาต่อไป สำหรับเงินทุนจำนวนที่เหลืออีกประมาณ 40,000 – 45,000 ล้านบาท ธนาคาร คาดว่าจะออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของธนาคาร โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลักปัจจุบันของธนาคาร รวมทั้งอาจจะมีการออกหุ้นเพื่อเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนต่อไป และ/หรือ บุคคลในวงจำกัดกับนักลงทุนรายใหม่หรือนักลงทุนรายเดิม
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


