ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพิจารณาเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อออกคำสั่งตามที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอตามที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ยื่นขอให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ งวดสุดท้าย เพราะอาจส่งผลกระทบกับเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ 5G
โดยค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่านดังกล่าวในงวดสุดท้ายของเอไอเอส มีมูลค่า 59,574 ล้านบาท และทรู 60,218 ล้านบาท ทั้ง 2 ราย ยื่นขอขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตออกไป 7 งวด (7 ปี)
ส่วนดีแทค ยื่นหนังสือขอขยายระยะเวลาออกไป 15 งวด (15 ปี) ขณะที่ค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่นี้ในงวดสุดท้ายต้องชำระ 30,024 ล้านบาท
เรื่องนี้ นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลจะพิจารณาขยายระยะเวลาการชำระออกไป แล้วคิดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายจากโอเปอเรเตอร์ไม่ได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์ เพียงแต่รัฐจะได้รับเงินส่วนนี้ล่าช้าออกไป
อย่างที่ทราบว่า ที่ผ่านมาโอเปอเรเตอร์แต่ละรายมีสถานะทางการเงินไม่สู้ดีนัก มีเพียงเอไอเอสที่มีความแข็งแรง หากยังปล่อยปละละเลยให้โอเปอเรเตอร์ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ อนาคตโครงสร้างตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจะเหลือเพียง 2 ราย จะไม่ส่งผลดีต่อผู้ใด
นายพิสุทธิ์กล่าวว่า การขับเคลื่อนไปสู่ 5G ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน หากรัฐบาลมีความสามารถในการเจรจากับโอเปอเรเตอร์ให้เกิดมุมมอง ความคิดร่วมลงทุน ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน แม้ระยะแรกการลงทุนอาจจะขาดทุนเล็กน้อย แต่เชื่อว่าโอเปอเรเตอร์จะได้รับผลกำไรที่งอกเงยขึ้น แต่การดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคม โอเปอเรเตอร์เป็นผู้เล่นย่อมคาดหวังถึงผลกำไร ก็ไม่ผิดแปลกอะไร
กรณีจะมีการช่วยเหลือทีวีดิจิทัล กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลไม่ต้องชำระค่าใบอนุญาตใน 2 งวดสุดท้าย จำนวน 15,000-16,000 ล้านบาท อีกทั้งไม่ต้องชำระค่าใช้บริการโครงข่าย (มักซ์) และค่าเช่าโครงข่ายตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสต์แครี่) จนสิ้นสุดใบอนุญาตในเดือนเมษายน 2572 รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการสำรวจความนิยมช่องรายการโทรทัศน์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดิจิทัล (ทีวี เรตติ้ง)
ขณะที่ผู้ให้บริการโครงข่าย (มักซ์) จะได้รับค่าตอบแทนเท่ากับค่าใช้จ่ายตามจริงจากการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์โครงข่าย ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมนักกับผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมที่ในภาพรวมหลังจากมีการให้บริการระบบ 4G โอเปอเรเตอร์ มีอัตรากำไรที่ลดลง
“การระบุว่าทีวีดิจิทัลต้องได้รับการช่วยเหลือเพราะขาดทุน เสมือนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ขณะที่มองว่าโอเปอเรเตอร์มีรายได้มากกว่าไม่ต้องช่วยเหลือเหมือนไม่ช่วยเหลือคนรวย ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หากย้อนดูผลประกอบการรวมถึงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ขยายตัวไม่มากนัก แต่ไม่ถึงขั้นเลวร้ายเหมือนทีวีดิจิทัล” นายพิสุทธิ์กล่าว
นายพิสุทธิ์กล่าวว่า ระบบ 4G ที่เกิดขึ้นเข้ามาฉุดความสามารถในการสร้างกำไรเพิ่มของโอเปอเรเตอร์ หากรัฐบาลต้องการไปสู่ 5G โดยเร็ว แต่จะไม่ช่วยเหลือโอเปอเรเตอร์ เพียงเพราะเชื่อว่า ในอนาคตคงมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม เป็นความคิดที่ทำลายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างชัดเจน
สำหรับการประมูลครั้งต่อไป เชื่อว่า กสทช.ตั้งใจปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล เช่น ราคาตั้งต้นการประมูลที่ต้องทำการประเมินใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด, ระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต และขนาดคลื่นความถี่ของแต่ละใบอนุญาต เป็นต้น ทั้งนี้ จากการที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กำหนดให้คลื่นความถี่สำหรับ 5G ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง จากข้อมูลที่หลายประเทศทั่วโลก เริ่มนำคลื่นความถี่สำหรับ 5G ออกมาประมูล พบว่าราคาคลื่นความถี่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายพิสุทธิ์กล่าวว่า เชื่อว่าโอเปอเรเตอร์ทุกรายต้องการคลื่นความถี่เพื่อใช้รองรับ 5G เพียงแต่ราคาตั้งต้นการประมูลต้องใช่ เวลาจัดการประมูลต้องเหมาะสม โดยเฉพาะโรดแมปการประมูลคลื่นความถี่ที่ครอบคลุมการบริการ 5G ทั้งระบบ ต้องมีความชัดเจน เพื่อให้โอเปอเรเตอร์ทราบถึงทิศทางการจัดการประมูล รวมถึงวางแผนการลงทุนระยะยาวได้
“กสทช.ต้องไม่ประมูลคลื่นความถี่ตามอำเภอใจ เช่น คิดจะนำคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูล พอผ่านไปนำคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูล ต่อมาคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 28000 เมกะเฮิรตซ์ แบบนี้โอเปอเรเตอร์ก็งง เกิดปัญหาต่างๆ ที่ซ้ำซ้อนกันตามมา” นายพิสุทธิ์กล่าว
นายพิสุทธิ์กล่าวว่า คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์นั้น ปัจจุบันมีผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (เวนเดอร์) เลือกใช้รองรับ 5G จำนวนน้อยมาก ประเทศไทยเป็นลำดับต้นๆ ที่เลือกใช้คลื่นความถี่ย่านนี้ ส่งผลให้โอเปอเรเตอร์รายหลัก มีข้อกังวลด้านการลงทุน เนื่องจากอุปกรณ์ด้านโครงข่ายต่างๆ มีราคาแพง เมื่อเป็นไปในลักษณะนี้ มีโอเปอเรเตอร์เพียง 2 ราย ที่ลงทุนได้ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ทีโอที) กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (แคท) เนื่องจากเป็นโอเปอเรเตอร์ที่ไม่แสวงหาผลกำไร
ส่วนกรอบเวลาขยายการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่มีหลักการ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล จากที่ได้หารือร่วมกับ กสทช. ทราบว่าการขยายการชำระค่าใบอนุญาตควรไม่เกินครึ่งหนึ่งของอายุใบอนุญาตที่มีอายุ 15 ปี นั่นคือ 7-8 ปี ในกรณีของเอไอเอส และทรู ใช้งานมาแล้ว 3 ปี อาจจะขยายออกไป 5 ปี ขณะที่ดีแทคใช้งานมาแล้ว 1 ปี อาจจะขยายออกไป 5 ปี เช่นกัน
“ส่วนตัวเข้าใจว่า กสทช.ไม่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต เว้นแต่แก้ข้อกฎหมาย อาจทำให้พิจารณาเสร็จสิ้นไม่ทันการประมูลครั้งต่อไปที่ กสทช.ระบุว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ จึงเหลือวิธีการเดียว คือ ใช้มาตรา 44″นายพิสุทธิ์กล่าว
นายพิสุทธิ์กล่าวว่า กสทช.ไม่ต้องรีบร้อนจัดประมูลคลื่นความถี่ในปีนี้ ควรมีคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 5G ที่เพียงพอก่อน กรณีคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่อยู่กับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดปัญหา อุปสรรค หาก กสทช.รวบรวมคลื่นความถี่ที่รองรับ 5G ได้ทั้งระบบแล้วจึงจัดการประมูลครั้งเดียวเหมือนในต่างประเทศที่ดำเนินการอยู่
“ตั้งข้อสงสัยว่า กสทช.ได้รับแรงกดดันในเรื่องนี้จากการเมืองหรือไม่ จึงต้องรีบร้อนจัดการประมูล ที่ผ่านมา กสทช.ประเมินภาพรวมทั้งกิจการทีวีดิจิทัลกับโทรนาคมผิดพลาดหลายเรื่อง หากไม่พิจารณาอย่างรอบคอบจะเกิดความผิดพลาดซ้ำซาก ส่วนการจัดการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไป นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระบุว่า จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2562 ส่วน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. บอกว่าในเดือนธันวาคม 2562 สร้างความสับสนมาก ทั้งๆ ที่อยู่องค์กรเดียวกัน ส่งผลถึงราคาหุ้นของโอเปอเรเตอร์ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่มีที่ใดในโลกเขาทำกัน” นายพิสุทธิ์กล่าว
นายพิสุทธิ์กล่าวว่า ประเทศไทยควรจัดประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้รองรับ 5G ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และเปิดให้บริการในปี 2564 จึงจะเหมาะสม ระหว่างปี 2562-2563 ให้ประเทศที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม (เวนเดอร์) ดำเนินการล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นนำรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ของประเทศที่นำ 5G ไปใช้งานแล้วเกิดประโยชน์มาปรับใช้ การที่ไทยเปิดให้บริการ 5G ในปี 2564 ก็เป็นลำดับต้นๆ ในภูมิภาคแล้ว
“ไม่จำเป็นต้องเป็นเบอร์ 1 หรอก เป็นแล้วห่วย จะเป็นไปทำไม” นายพิสุทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

