หน้าแรก เศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร...

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ศก.ไทยปีหมู ‘ไม่หมู’ จับตารัฐบาลหลังเลือกตั้ง-เศรษฐกิจโลกยังขาลง

27.02.19 | 14:43 น.

ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี กรุงเทพฯ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดงาน KRUNGSRI EXCLUSIVE Economic and Investment Outlook 2019 เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2019 สำหรับลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ Thailand Economic Outlook 2019 เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ว่าจากประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากสำนักวิจัยต่างๆ มองการเติบโตที่ 3-4% ถือว่าเป็นการขยายตัวตามศักยภาพ โดยการลงทุนมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่คาดหวังว่าจะกลับมา โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาคือ การเลือกตั้ง การมีโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการลงทุนในโคงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้า

ดร.สมชัยกล่าวว่า ส่วนการบริโภคเริ่มเห็นการผงกหัวขึ้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เริ่มอยู่ตัว ส่วนภาคการเกษตรยังน่าเป็นห่วงแต่เป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ ขณะที่ประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ หรือเทรดวอร์ มีท่าทีผ่อนคลายขึ้นแต่ปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะจบลงได้ง่ายๆ สำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีโอกาสจะเกิดภาวะถดถอยแต่ไม่คิดว่าแย่ เพราะยังมีเศรษฐกิจประเทศอื่นที่มีขนาดใหญ่ค้ำอยู่ เช่น ญี่ปุ่น และและยุโรป

ดร.สมชัยกล่าวว่า สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2561 ไม่ได้มีผลอะไรมากนัก เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในตลาดเงินระยะสั้น แต่ระยะยาวไม่ได้ปรับขึ้นแต่อย่างใด ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้นแบบเฉพาะเจาะจง วงเงินไม่มากเท่านั้น ซึ่งเหตุผลของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่ากังวลต่อความเปราะบางในระบบการเงิน ทั้งการปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ปล่อยกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ และเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเปิดช่องหรือโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยกรณีเศรษฐกิจแย่มากๆ

ดร.สมชัยกล่าวว่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้ คงต้องพูดถึงเรื่องเลือกตั้งเพราะมีผลถึงความต่อเนื่องของนโยบาย “การเลือกตั้งครั้งนี้คาดเดาค่อนข้างยาก ที่เดาได้คือมีรัฐบาลผสม แต่ที่เดาไม่ได้คือพรรคใดจะผสมกับพรรคใดเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ประเด็นถัดมาคือเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วและตั้งรัฐมนตรีแล้วจะบริหารประเทศได้หรือไม่ เพราะต้องผ่านกฎหมายจากสภาผู้แทนราษฎร ที่สำคัญคือ พ.ร.บ.งบประมาณจะผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่านก็บริหารประเทศไม่ได้ ไม่มีเงินใช้ แต่ก็มีช่องทางเปิดให้คือหากกฎหมายไม่ผ่านด้วยสาเหตุบางประการ เมื่อมีรัฐบาล ก็อนุโลมให้เอางบประมาณปีก่อนหน้ามาใช้ได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากให้ไปถึงช่องนั้น”

Advertisement

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันดูเหมือนมีปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเข้ามา แต่เชื่อว่าด้วยโครงสร้างและนโยบายที่ออกมาแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างช่วยได้พอสมควร และยังทำให้เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง แต่จุดที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลใจ คือ เศรษฐกิจดีแต่ทำไมคนไม่รู้สึก การบริโภคยังไม่ดีเท่าที่ควร สาเหตุหนึ่งคือการไม่กระจายตัวของรายได้ที่ต้องรีบแก้ไข อย่างราคาสินค้าเกษตร ข้าวเริ่มดีขึ้น แต่ปาล์ม ยาง ยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ดี การลงทุนมีสัญญาณดีขึ้น พบยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในระยะ 9 เดือนแรกของปี 2561 เติบโตเกือบ 5% ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ส่วนการลงทุนภาครัฐหลายโครงการได้ผ่านการอนุมัติและก่อสร้างแล้ว จึงเชื่อว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล โครงการเหล่านี้จะยังขับเคลื่อนต่อไป

ดร.สมประวิณกล่าวว่า กรณีสงครามการค้าจีน-สหรัฐ มีผลกระทบต่อไทย 2 แบบคือ ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน โดยส่งวัตถุดิบหรือกึ่งวัตถุดิบไปประกอบที่จีนเพื่อส่งออกไปสหรัฐ เช่น สินค้าเกษตร และเคมีภัณฑ์ ส่วนนี้จะได้รับผลกระทบ อีกแบบคือ สินค้าทดแทน หากไม่นำเข้าจากจีนก็อาจจะนำเข้าจากที่อื่นแทน ซึ่งถือว่าส่วนนี้ไทยจะได้ประโยชน์ แต่ก็พบว่าเวียดนามได้ประโยชน์มากกว่าจากตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้น แต่ที่น่ากังวลมากกว่าคือ ทั้งสองประเทศตกลงจะทำการค้ากันมากขึ้น ค้าขายกันเองมากขึ้น

ดร.สมประวิณ กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่า มีโอกาสขึ้นได้อีก 1-2 ครั้งในปีนี้ แต่จะไม่ขึ้นแบบต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้มองว่า น่าจะมาจากปัจจัยนอกประเทศ หากเกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือชะลอตัวก็จะเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ อีกประเด็นที่ยังไม่พูดกันมากนัก คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เป็นโจทย์ที่จะต้องไปคิด ปรับตัวให้เร็วขึ้น

ผู้แทนระดับผู้บริหารของ เจ.พี.มอร์แกน บริษัทจัดการกองทุนระดับโลก ได้วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2562 ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วงขาลงแต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย โดยนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งเป็นตัวชี้ชัดต่อเศรษฐกิจโลกนั้น มีท่าทีอ่อนลง เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นต่อนโยบายดอกเบี้ย หากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกให้ถดถอยทันที แต่ เจ.พี.ฯ มองว่าในอีก 12 เดือนนับจากนี้ เฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน ส่วนญี่ปุ่น และยุโรปก็ต้องติดตามเช่นกัน แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในลักษณะไซด์เวย์ คือไม่ไปไหนเท่าไหร่ ส่วนจีน เติบโตต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ 6.4% ส่วนหนึ่งมาจากความตั้งใจที่ต้องการลดความร้อนแรงของจีนเอง ขณะที่สงครามการค้าสหรัฐ-จีนจะยืดเยื้อต่อแต่ไม่รุนแรงจึงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาต่อไปแต่ไม่ให้น้ำหนักมากนัก

ผู้แทนระดับผู้บริหารของ เจ.พี.ฯ มองทิศทางการลงทุนปีนี้ว่ เจ.พี.ฯ ชอบสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล ดังนั้นมุมมองการจัดสรรพอร์ตการลงทุน จึงมองเป็นสองส่วน คือตลาดที่พัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่ จะเป็นการกระจายการลงทุนด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม หากจีนเกิดปัญหาอาจมีผลในเชิงลบกับตลาดเกิดใหม่ แต่ภาพดังกล่าวยังไม่ชัด เมื่อไม่ชัดจึงเลือกให้น้ำหนักกับส่วนที่มีความปลอดภัยมากกว่าคือให้น้ำหนักไปที่ตลาดพัฒนาแล้วมากกว่า