“ทีพีเอ็น”จ้าง”ซีพีพี”วางท่อน้ำมัน หวังลดมลพิษ-อุบัติเหตุในการขนส่ง

27.02.19 | 18:03 น.

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวหลังเป็นประธานในพิธีลงนามเซ็นสัญญาระหว่างบริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีเอสทีซี และกรรมการ บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (ทีพีเอ็น) กับ กับบริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม ไปป์ไลน์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด (ซีพีพี) เพื่อเดินหน้าก่อสร้างโครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า กระทรวงพลังงานได้สนับสนุนให้ภาคเอกชนวางท่อน้ำมันมาโดยตลอด ซึ่งการวางท่อน้ำมันของทีพีเอ็นในพื้นที่อีสานจะแล้วเสร็จปี 2564 ทำให้คาดว่าจะสามารถทำให้ต้นทุนขนส่งทางท่อต่ำลงและจะมีผลให้ราคาขายปลีกในต่างจังหวัดที่หากเฉลี่ยแล้ว จะมีราคาสูงกว่าในกรุงเทพฯลดลงประมาณ 0.20 บาทต่อลิตร

“โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อลดการขนส่งน้ำมันทางรถยนต์ที่มีส่วนสร้างมลพิษ โดยเฉพาะฝุ่น pm.2.5 ที่หลายคนมีความกังวลใจ รวมถึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุในเส้นทางขนส่งระยะไกล ทำให้โครงการนี้จะเข้ามาช่งยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยในอนาคตยังการวางแผนระยะยาวในการวางท่อน้ำมันให้กระจายไปในเส้นทางอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย” นายศิริ กล่าว

นายภาณุ ศีติสาร ประธานกรรมการ บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีเอสทีซี และกรรมการ บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (ทีพีเอ็น) กล่าวว่า การลงนามเซ็นสัญญาร่วมกับ บริษัท ไชน่า ปิโตรเลียม ไปป์ไลน์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด (ซีพีพี) เพื่อเดินหน้าก่อสร้างโครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทีพีเอ็นได้ว่าจ้างให้ซีพีพี เข้ามาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการวางท่อน้ำมัน เนื่องจากมองว่ามีศักยภาพและความชำนาญในด้านนี้ บริษัทฯมั่นใจว่าซีพีพี จะสามารถดำเนินการก่อสร้างและวางท่อน้ำมันให้ได้ตามมาตรฐานโลก โดยมีมูลค่าของสัญญาจ้างกว่า 9,000 ล้านบาท และกำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 30 เดือน คาดว่าระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจะสามารถเริ่มเปิดดำเนินการได้ในไตรมาส 4 ปี 2564

นายภาณุ กล่าวว่า โครงการจะมีการวางระบบท่อขนส่งน้ำมันระยะทาง 342 กิโลเมตร ผ่าน 55 ตำบล 18 อำเภอ 5 จังหวัด โดยเริ่มก่อสร้างจากอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ไปสิ้นสุดที่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และมีการก่อสร้างคลังน้ำมันปลายทางที่อำเภอบ้านไผ่ ขนาด 140 ล้านลิตร ทำให้คาดว่าหากระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อดังกล่าวแล้วเสร็จ จะลดปริมาณการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกลงไปจำนวน 88,000 เที่ยวต่อปี เป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่งลงไปได้กว่า 15.4 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งนับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ตลอดทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ถนน เพิ่มความปลอดภัย ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ และลดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อม

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

เพิ่มเพื่อน