นายจุติ ไกรฤกษ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยในงานเสวนาเปิดวิสัยทัศน์ “Digital Economy” ชูแนวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอทีพีซี) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า การยกระดับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีปรับปรุงกฎหมายให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของเอกชน ขณะที่ กฎระเบียบในการกำกับดูแลความมั่นคงไซเบอร์ ควรเป็นกฎหมายที่เคารพสิทธิของประชาชนมากขึ้น กว่าการให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคง นอกจากนี้ เครือข่ายสารสนเทศที่มีอยู่ต้องควรใช้งานให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้
นายจุติ กล่าวว่า พรรคมองว่า การพัฒนาไอทีจะทำได้ต้องปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ขณะที่ สิ่งที่พรรคอยากทำ เมื่อได้เป็นรัฐบาล คือ 1.พัฒนาศูนย์ไอซีทีชุมชน เกิดการจ้างงานบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี จำนวน 10,000 คน เข้ามาช่วยพัฒนาทักษะของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านไอที 2.สร้างเครือข่ายสื่อสารและคมนาคมให้เชื่อมโยงกันได้ โดยกระทรวงดีอี จะต้องปรับปรุงการใช้งบประมาณให้เหมาะสม 3.แก้กฎหมายที่เป็นข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน รวมถึง ส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยี 5G โดยการจัดสรรคลื่น ให้ความสำคัญกับบริการที่ประชาชนจะได้มากกว่าการประมูลคลื่นราคาแพง
กรณีที่จะมีการขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทั้ง 3 รายนั้น ในวิธีการ ขณะที่มีการจัดการประมูลคลื่นความถี่ จะต้องมีการแข่งขันด้านราคา ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่น ซึ่งตามกฎกติกากำหนดให้มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผู้ชนะการประมูลจะขอปรับเปลี่ยนกติกาใหม่ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ที่แพ้การประมูล ทั้งนี้ ผู้ที่แพ้การประมูล อาจจะมองว่า หากทราบว่า ในอนาคตจะเกิดการต่อรองในลักษณะนี้ น่าจะเข้าดันราคาให้เพิ่มขึ้น กระทั่งเป็นผู้ชนะแล้วจึงใช้วิธีเช่นนี้เหมือนกัน

นายจุติ กล่าวว่า โดยส่วนตัวจึงคิดว่า การขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตเป็นการทำให้รัฐเสียประโยชน์ ฉะนั้น จึงควรที่จะคิดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย และนำเงินที่ได้รับไปช่วยเหลือสังคม ทั้งนี้ มองว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดปัจจุบัน ถือได้ว่า เป็นผู้กำกับดูแลที่ล้มเหลว โดยมีแนวความคิดที่คิดแทนโอเปอเรเตอร์มากเกินไป ขณะเดียวกันก็มีการคิดแทนประชาชนน้อยเกินไป จึงอยากให้มองถึงมิติของประชาชนที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้น
“กสทช. ต้องเปลี่ยนวิธีการคิด โดยโอเปอเรเตอร์ระบุว่า การลงทุนในระบบ 4G ที่ผ่านมา ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน ดังนั้น จึงไม่อยากที่จะเข้าร่วมการประมูล หรือเข้าร่วมการลงทุนรอบใหม่ ที่ต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุนจำนวนมหาศาล แต่เมื่อมี 5G จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก และหากคำนึงถึงค่าเสียโอกาสที่ประเทศจะต้องล้าหลัง หรือตามประเทศอื่นๆ ไม่ทัน น่าจะมีมูลค่าสูงกว่า” นายจุติ กล่าว
นายจุติ กล่าวว่า ประมูลคลื่นความถี่ที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไป ควรจะคิดถึงด้านมิติของสังคมด้วยว่า บริบทของสังคมที่จะได้รับจาก 5G มีอะไรบ้าง ขณะที่ โอเปอเรเตอร์ จำเป็นต้องแจ้งให้กับผู้บริโภคได้รับทราบ ทั้งนี้ อยากให้มองเรื่องรายได้ที่เกิดจากการประมูลเป็นเรื่องรอง เพราะเชื่อว่า ภาครัฐจะได้คืนหลังจากมีการให้บริการ ทั้งจากโอเปอเรเตอร์และประชาชนที่มีความสุขและมีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ซึ่งคิดแล้วมีความคุ้มค่า
“หากมีโอกาสได้เข้ามากำกับดูแล จะผลักดันให้เกิด 5G ภายใน 18 เดือน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ทุกนโยบายที่ได้แสดงวิสัยทัศน์ สามารถเกิดขึ้นได้จริง” นายจุติ กล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


