ที่รอยัล จูปิเตอร์ จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวในงานสัมมนา “Thailand Investment Year-What’s New” หัวข้อ ปีแห่งการลงทุน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส จัดโดยบีโอไอ ว่าปีนี้บีโอไอมีมาตรการส่งเสริมปีแห่งการลงทุน 2 ด้าน ได้แก่ มารตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อาทิ มาตรการปีแห่งการลงทุน สมาร์ทซิตี้ มาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว เป็นต้น มั่นใจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังเปิดตัวระบบบริการผ่านออนไลน์ หรือบีโอไอ ดิจิตอล ทรานส์ฟอร์เมชั่น (บีโอไอ ดิจิทัล ทรานฟอร์มเมชั่น) ให้บริการค้นหาสิทธิประโยชน์, แจ้งผลอนุมัติ และการขออนุญาตถือกรรมสิทธ์ที่ดินสำหรับโครงการที่จะขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งยังมีคลินิกให้คำปรึกษาครบวงจรมีนักลงทุนสนใจขอรับคำปรึกษากว่า 200 คนเป็นสัญญาณที่ดีต่อแนวโน้มปีแห่งการลงทุน
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงได้มียุทธศาสตร์และแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งไทยปี 2558-2565 ที่กำหนดให้เกิดโครงการด้านคมนาคม 111 โครงการ รวมเงินลงทุนทั้งหมด 1.912 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง 31 โครงการ เพิ่มโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ 15 โครงการ พัฒนาบริการและโครงข่ายการขนส่งสาธารณะ 24 โครงการ เสริมสร้างความสามารถการขนส่งทางอากาศ 15 โครงการ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการเชื่อมโยงระหว่างฐานการผลิตภายในประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน 26 โครงการ
“ตอนนี้เราดำเนินการตามแผนไปหลายโครงการแล้ว และล่าสุดที่มีการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ก็มีการก่อสร้างระบบคมนาคมเพื่อรองรับ 5 โครงการหลัก ๆ ได้แก่ 1.รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง 2.ท่าเรือแหลมฉบัง 3.ท่าอากาศยานอู่ตะเภา 4.มอเตอร์เวย์หมายเลข 7 กรุงเทพ-บ้างฉาง ช่วงพัทยา-มาบตาพุด และ 5.รถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ทั้งนี้ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางขนส่งทางเรือของอาเซียนด้วย” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 ที่กระทรวงตั้งเป้าไว้แบ่งเป็น 5 ด้านหลัก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 4.5% ภายในปี 2464 ได้แก่ 1. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส-เคิร์ฟ) ทั้ง 10 กลุ่มใหม่และเดิม 2.การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ 4.0 ทั้งการช่วยเหลือด้านการเงิน ทักษะการผลิตสมัยใหม่ ให้สามารถเพิ่มผลิตภาพและการพัฒนานวัตกรรม 3.การพัฒนาเชิงพื้นที่ ทั้งท่าเรืออุตสาหกรรม พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และไบโออีโคโนมี 4.การยกระดับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ5.การรับปรุงระเบียบและการให้บริการ
นายสรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ กล่าวว่าความสามารถของการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่อันดับที่ 30 จากทั้งหมด 63 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับกลาง ๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับดุลการชำระเงินด้านเทคโนโลยีของประเทศนั้นยังขัดกันอยู่เนื่องจากแต่ละปีที่ผ่านมาจะมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับเสมอ ทั้งนี้เชื่อว่าการเน้นพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในอนาคตจะช่วยทำให้เกิดความสมดุลและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีได้
นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงมีแผนงานสำคัญที่มุ่งพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แบ่งเป็น 5 ด้านสำคัญได้แก่ 1.รัฐบาลดิจิทัล ที่จะพัฒนาศูนย์ข้อมูลและการให้บริการคลาวด์ภาครัฐ รวมถึงการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐ 2.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยการทำอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านความเร็วสูง เคเบิ้ลใต้น้ำ และชุดกฎหมายดิจิทัล 3.กำลังคนดิจิทัล โดยเปิดการอบรมการใช้งานดิจิทัลแก่ประชาชน รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น 4.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล และสถาบันไอโอที ศูนย์ทดสอบ 5G และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และ 5.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยจัดตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และศูนย์ฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของอาเซียน

