นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมมาตรการรับมือภัยแล้งและมอบนโยบายด้านการเกษตรว่า ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและภูมิภาคในการเตรียมการรับมือภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง แม้ว่ากรมชลประทานยืนยันว่าจะมีน้ำใช้จนถึงเดือนพฤษภาคมนี้ แต่มีการคาดการณ์ว่าหน้าแล้งปีนี้จะแล้งและร้อนยาวนานกว่าปกติ จึงมอบนโยบายในการรับมือภัยแล้งโดยเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันในพื้นที่ระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ ชลประทานจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด พัฒนาที่ดินจังหวัด ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น
ทั้งนี้ จะใช้กลไกของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงาน เบื้องต้นได้สั่งการให้ชลประทานจังหวัดเป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจปริมาณน้ำที่มีในพื้นที่ คือน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อใช้ในระบบอุตสาหกรรม และน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศว่ามีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ของประชาชนและเกษตรกรหรือไม่ จากนั้นจะประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเพื่อเตรียมมาตรการ และรับมือสถานการณ์ภัยแล้งของแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม
“หลังจากการสำรวจแล้ว ต้องรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรับทราบสถานการณ์และดำเนินการต่อไป รวมทั้งเน้นการประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนในพื้นที่ผ่านหอกระจายข่าวของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศ ในการขอความร่วมมือให้ใช้น้ำอย่างประหยัด สำหรับการบัญชาการงานในส่วนกลางได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งศูนย์และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำหน้าแล้งเพิ่มเติม โดยมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ด้วย” นายกฤษฎากล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มต้นแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ได้รายงานต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายไปแล้ว โดยเบื้องต้นให้สำรวจและรวบรวมพื้นที่ที่ทำเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ เพื่อนำมาบูรณาการร่วมกับแผนปฏิบัติการที่ได้วางแนวทางไว้ ซึ่งมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตฯเป็นผู้ดูแลภาพรวมและขับเคลื่อนแผนต่อไป ขณะที่การบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา ได้เน้นย้ำให้ดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตรให้อยู่ในเกณฑ์เป็นที่น่าพอใจจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงานต่อ โดยให้ริเริ่มระบบวิสาหกิจแปลงใหญ่ควบคู่กันไป
นายกฤษฎา กล่าวถึงมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยจากพายุปาบึกว่า ได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยไปแล้วเกือบ 100% ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 สืบเนื่องจากการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายนั้น ได้ข้อสรุปว่าจะรับซื้อเรือจำนวน 305 ลำ โดยมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินรอบแรก 30% อีก 70% เจ้าของเรือจะต้องทำแผน และทำลายเรือจริง จึงจ่ายส่วนที่เหลือ ซึ่งมีระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน และเจ้าของเรือจะต้องไม่นำเงินในส่วนนี้ไปใช้ในการทำประมงที่ผิดกฎหมายอีกต่อไป

