หน้าแรก เศรษฐกิจ มะกันหอบ 3.3แ...

มะกันหอบ 3.3แสนล้าน ขอถมทะเล’อีอีซี’

6.03.19 | 08:37 น.

ต้นปีที่ผ่านมา “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมแถลงข่าวความสำเร็จการชักชวนการลงทุนประจำปี 2561 พบว่าทะลุเป้าถล่มทลาย

มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมากถึง 1,626 โครงการ มูลค่ารวม 901,770 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายปี 2561 อยู่ที่ 720,000 ล้านบาท และสูงกว่าปี 2560 ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 3% และมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 43%

โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมในพื้นที่อีอีซี มี 422 โครงการ มูลค่า 683,910 ล้านบาท เป็นคำขอลงทุนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีมากที่สุด 193 โครงการ ระยอง 156 โครงการ และฉะเชิงเทรา 73 โครงการ

ขณะที่ปี 2562 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 750,000 ล้านบาท รองนายกรัฐมนตรีและบีโอไอมองว่าการลงทุนปีนี้ปริมาณอาจไม่มากแต่เน้นคุณภาพของนักลงทุนเพราะเศรษฐกิจโลกผันผวน ขณะเดียวกันต้องประคับประคองยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ต้องรุกการลงทุน ไม่ใช่รอเลือกตั้งอย่างเดียว

มีข้อมูลยืนยันว่า มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนที่ดีดตัวอย่างสูงนั้นมาจากการยื่นคำขอช่วงปลายปีจากกลุ่ม “บริษัท เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่น” ผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันรายใหญ่จากสหรัฐ มูลค่าการลงทุนสูงถึง 330,000 ล้านบาท เนื่องจากมองไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน

Advertisement

สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการพลังงานของไทย โดยเฉพาะเบอร์ 1 อย่างบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่รอดูท่าทีการลงทุนครั้งสำคัญนี้

คำขอดังกล่าวยังส่งผลสะเทือนอีกครั้งต่อประเทศที่ลงทุนไทยเป็นอันดับหนึ่งอย่างญี่ปุ่น ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ปี 2561 (มกราคม-ธันวาคม2561) มีต่างชาติยื่นขอส่งเสริม 1,040 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 582,558 ล้านบาท เทียบกับปี 2560 จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 17% มูลค่าเพิ่มขึ้น 102% ญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์การยื่นส่งเสริม จำนวน 334 โครงการ รองลงมาเป็นจีน 131 โครงการ และสิงคโปร์ 102 โครงการ แต่ที่น่าสนใจคือมูลค่าขอส่งเสริมการลงทุนสูงสุดอันดับ 1 คือสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่า 333,955 ล้านบาท รองลงมาเป็นญี่ปุ่น 74,416 ล้านบาท และจีน 59,475 ล้านบาท

แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรมให้ข้อมูลว่า ปี 2561 สหรัฐลงทุนในไทย 38 โครงการ มูลค่ารวม 333,9555 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการลงทุนของสหรัฐพลิกกลับมาอยู่เป็นอันดับหนึ่งแทนที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป็นผลจากกรณีของเอ็กซอนโมบิลฯนั่นเอง ขณะที่ปี 2560 สหรัฐลงทุนรวม 33 โครงการ มูลค่า 20,022 ล้านบาท เท่านั้น

การตัดสินใจยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มบริษัท เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่น ในแง่หนึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่าไทยยังมีความน่าสนใจเรื่องการลงทุนด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กอปรกับไทยนำเสนอพื้นที่ลงทุนที่มีความพร้อม นั่นคือ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี)” ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

เมื่อเดือนมีนาคม 2561 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับ แจ๊ก พี. วิลเลี่ยมส์ รองประธานอาวุโส บริษัท เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่น ผลการหารือเอ็กซอน โมบิลฯมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยแสดงความต้องการที่จะจัดตั้งโรงงานแครกเกอร์ขนาดใหญ่ใน
อีอีซี เพื่อผลิตวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก วงเงินลงทุนขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 200,000 แสนล้านบาท จนเพิ่มเป็นกว่า 300,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน

แต่อีกแง่มุมหนึ่งมีคำถามว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ประเด็นอื่นที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนซ่อนไว้หรือไม่?

เพราะตั้งแต่มีข่าวความสนใจของเอ็กซอนโมบิลฯ เงื่อนไขหนึ่งที่ไทยต้องมีคำตอบให้ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐรายนี้ คือ ความพร้อมด้านพื้นที่

ด้วยศักยภาพของพื้นที่ในอีอีซีที่จะรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ลักษณะนี้พบว่า ปัจจุบันเต็มหมดแล้ว

โดยเดือนมกราคมที่ผ่านมา การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยอมรับว่า อยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่ตั้งโรงงานรองรับการลงทุนของกลุ่มบริษัท เอ็กซอนโมบิลฯ พร้อมระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการถมทะเลรองรับการลงทุนในพื้นที่อีอีซีจากพื้นที่มีอยู่เต็มศักยภาพแล้ว แต่ต้องขอศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนภายใน 6 เดือนนับจากนี้

ขณะนี้ กนอ.จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาค
ตะวันออก (สกพอ.) ท่าเรือแหลมฉบัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเหมาะสม

ล่าสุดข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งเร่งรัดให้ กนอ.ศึกษาพื้นที่เพื่อรองรับการขยายการลงทุนของกลุ่มบริษัท เอ็กซอนโมบิลฯ หลังจากยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ต่อเนื่องกับบีโอไอแล้วเมื่อธันวาคม 2561

“ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงเอ็กซอนโมบิลฯจากสหรัฐอเมริกาหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของไทย แสดงความสนใจขยายการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี แต่มีเงื่อนไขต้องหาพื้นที่รองรับ 1,000 ไร่ ที่จำเป็นต้องถมทะเล กนอ.ได้รับไปศึกษาร่วมกับสำนักงานอีอีซี คาดว่าจะสรุปกลางปีนี้เพื่อให้ทันกับแผนการลงทุนของกลุ่มเอ็กซอนฯ” แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรมระบุ

มติชนสอบถาม สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ. ยืนยันว่า กนอ.รับหน้าที่จัดหาพื้นที่รองรับการลงทุนของเอ็กซอนโมบิลฯ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความพร้อมของพื้นที่ การออกแบบที่เป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือนวัตกรรมประเภทใด เพื่อถมทะเลแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ขั้นตอนการถมทะเลโดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ที่ผ่านมาการจัดตั้งท่าเรือมาบตาพุดเฟส 1 และ 2 กำกับดูแลโดย กนอ.ก็เกิดจากการถมทะเลที่มีหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ล่าสุดกำลังเดินหน้าเปิดประมูลท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 เป็น 1 ใน 5 โครงสร้าง
พื้นฐานสำคัญของอีอีซี หากได้ผู้ชนะและเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง ก็ต้องถมทะเลเช่นเดียวกัน” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าว

เมื่อตรวจสอบขั้นตอนการจัดเตรียมพื้นที่ลงทุนให้เอ็กซอนโมบิลฯ ประมาณ 1,000 ไร่ พบว่า กนอ.ยังต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการ กนอ. (บอร์ด กนอ.) ที่มี พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน และทิศทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ ว่ารัฐบาลเป็นใคร และพรรคการเมืองใดจะเข้าบริหารกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีผลโดยตรงต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมหลังจากนี้ การลงทุนของ
เอ็กซอนโมบิลฯ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญมาก ต้องให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบายที่ชัดเจน

เวลานี้ กนอ.ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาพื้นที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ การขีดเส้นผลการศึกษาต้องชัดเจนภายในกลางปี จึงมีโอกาสสูงที่จะเลื่อนออกไป ตามขั้นตอนเมื่อ กนอ.ได้ข้อสรุปจะต้องเสนอบอร์ด กนอ.พิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอีอีซี (บอร์ด อีอีซี) เพื่อกำหนดพื้นที่ลงทุน ความชัดเจนจากไทยมีความสำคัญอย่างมาก

เพราะหากไม่เข้าตา เอ็กซอน โมบิลฯ อาจม้วนเสื่อหอบเงินลงทุนหนีไปประเทศอื่นที่อ้าแขนรับต่อไป