ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปิดการซื้อขายหุ้นของวันที่ 17 พฤษภาคม ปรากฎว่า ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารปรับเพิ่มขึ้นแรงกว่าตลาด หลังจากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่าจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ทำให้ราคาหุ้นโดยเฉพาะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสปรับเพิ่มแรง จนมีมูลค่าซื้อขายมากที่สุด เป็นอันดับ 1 ของวันราคาหุ้น ปิดที่ 159.50 บาท เพิ่มขึ้น 13 บาท หรือ 8.87% ตามด้วยบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ปิดที่ 33 บาท เพิ่มขึ้น1.50 บาท หรือ 4.76% และทรู ปิดที่ 7.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.68%
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นเอไอเอสเพิ่มขึ้นแรง เพราะตลาดมั่นใจ 100% ว่าเอไอเอสจะเป็นบริษัทเดียวที่เข้าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จึงไม่มีการแข่งขันด้านราคาของใบอนุญาต ทางฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า หากต้นทุนใบอนุญาตยังอยู่ที่ประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท จะทำให้กำไรปี 2559 ของเอไอเอส ลดลง 14% จากปีที่แล้ว หรือทำได้ 3.3 หมื่นล้านบาท และยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจที่สุดของกลุ่มเพราะแม้ต้นทุนใบอนุญาต 900 เมกะเฮิรตซ์สูง เพราะมีฐานลูกค้าจำนวนมากจะช่วยลดปัญหานี้ได้ แต่อัตราการจ่ายปันผลจะลดลงมาเหลือ 80% ของกำไรสุทธิจากเดิมอยู่ที่ 100% ด้านทรูที่มีฐานลูกค้าต่ำกว่าในปี 2559 จึงคาดว่าทรูจะมีผลประกอบการขาดทุน 6,000 ล้านบาท ลดลง 240% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 4,400 ล้านบาท ขณะที่ดีเทคปี 2559 จะมีกำไรที่ 3,600 ล้านบาท ลดลง 38-39% จากปีก่อนหน้า
น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่ทราบว่าเหตุใดราคาหุ้นบริษัทอินทัช และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส วันที่ 17 พฤษภาคม ปรับเพิ่มขึ้นแรง และไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าในวันที่ 18 พฤษภาคม เอไอเอสจะเข้ายื่นซองประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์หรือไม่ เพราะผิดกฎ แต่หากเข้ายื่นประมูลจริงเชื่อว่าจะมีการให้ข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้น บริษัทยังยืนยันจ่ายปันผลในระดับ 100% เท่าเดิม ทั้งนี้ ยืนยันว่าบริษัทอินทัชและบริษัทในกลุ่มมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม สำหรับเป้าหมายผลประกอบการบริษัทในปี 2559 คาดว่ารายได้จากการขายและการให้บริการจะเติบโต 3-5% จากปี 2558 โดยบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เติบโต 4-5% ขณะที่เอไอเอสคาดว่าจะมีรายได้ใกล้เคียงกับปี 2558 โดยใช้เงินลงทุนปกติที่ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินลงทุนในธุรกิจร่วมลงทุนของบริษัทปี 2559 ยังตั้งไว้ที่ 200 ล้านบาท ไตรมาสที่ 1 ได้เข้าลงทุนในแอพพลิเคชั่นวงใน และมีกิจการที่อยู่ในระหว่างเจรจา เพื่อเข้าลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง
นายวุฒิ อัศวเสริมเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จะประเมินรายได้ในปี 2559 อีกครั้งในช่วงไตรมาส 2/2559 จากเดิมคาดรายได้จะโต 5-6% จากปี 2558 ที่ทำได้ 13,136.40 ล้านบาท เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล มีการแข่งขันที่รุนแรง เศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลกระทบต่อผลประกอบการลูกค้า แต่ยังประเมินว่ากำไรสุทธิจะเติบโต และทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง จากปีก่อนที่ทำได้ 2,122.15 ล้านบาท หลังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

