หน้าแรก เศรษฐกิจ สทนช. เตือนภั...

สทนช. เตือนภัยมีนา-เมษาปีนี้ ฝนแล้งหนักในรอบ 12 ปี

7.03.19 | 16:52 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศ โดยการประเมิน และคาดการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) หรือ สสนก. พบว่า สภาพอากาศและปริมาณฝนปีนี้ใกล้เคียงกับปี 2550 คือ มีปริมาณฝนน้อยในช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ปรากฎการณ์เอลนิโญกำลังอ่อนจะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงเดือน เมษายน 2562 และเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบน มีปริมาณฝนต่ำค่ากว่าค่าปกติ จากการคาดการณ์ปริมาณฝนรวมของประเทศไทยเดือน มีนาคม 2562 มีค่าต่ำกว่าปกติ 5% ส่วนภาคเหนือจะมีปริมาณฝนประมาณ 10-35 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าปกติ 20% สำหรับภาคอื่นๆ ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10 % ส่วนในเดือน เมษายน 2562 ปริมาณฝนทุกภาคส่วนใหญ่จะต่ำกว่าค่าปกติ 10 % สำหรับเดือนพฤษภาคม ปริมาณฝนตกทั้งประเทศจะมีค่าใกล้เคียงปกติ และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม

“ ช่วงเดือนมีนาคม- เมษายน หรือยาวไปถึงกลางเดือนพฤษภาคม จะไม่มีฝนหรือหากมีฝนก็จะตกเพียงเล็กน้อยและกระจายเป็นหย่อมๆ ช่วงวันที่ 12-15 มีนาคม หลังจากนั้น จะเริ่มไม่มีฝนแล้ว จึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการส่งน้ำเพื่อการเกษตรที่จะต้องพึ่งพาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม คาดการณ์ว่าฝนจะกลับมาอีกครั้งปลายเดือนพฤษภาคม ประมาณวันที่ 20 – 25 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าฝนจะมาเร็วกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยกระแสข่าวลือที่ว่าปีนี้จะแล้งยาวนาน จึงไม่เป็นความจริง ” นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สทนช.ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม วิเคราะห์สภาพอากาศและฝน เพื่อเตรียมความพร้อมมาตรการป้องกันต่างๆตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน โดยชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงต้นฤดูแล้ง พร้อมจัดทำข้อมูลปริมาณน้ำต้นทุนในบริเวณพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ แบ่งเป็น การอุปโภค บริโภค ในเขตพื้นที่ให้บริการของการประปา โดยในส่วนการประปานครหลวงมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปี 2562 ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เดิมมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่สาขา จำนวน 10 หน่วยบริการ 9 จังหวัด แต่จากการติดตามสถานการณ์ พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงฯ 20 หน่วยบริการ 17 จังหวัด อาทิ เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก นครราชสีมา หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชลบุรี จันทบุรี และภูเก็ต

นายสมเกียรติ กล่าวว่า กปภ.มีมาตรการรับมือ อาทิ การขนน้ำจากการเชื่อมต่อสถานีบริการใกล้เคียง ส่วนนอกเขตพื้นที่ให้บริการของ กปภ. ได้แก่ ประปาชุมชน/เทศบาล ต้องเฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ รวม 7 จังหวัด 15 อำเภอ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 2 จังหวัด 6 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด 5 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดเลย จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมา และภาคกลาง 2 จังหวัด 4 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี จึงต้องหาแหล่งน้ำต้นทุนในรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร ซึ่ง สทนช.จัดทำข้อมูลแหล่งน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร แล้ว เพื่อจัดส่งข้อมูลให้กับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และจังหวัดได้รับทราบ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ โดยอาจจะมีการขุดน้ำ การต่อท่อลำเลียงน้ำ เป็นต้น

Advertisement

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ภาคการเกษตร มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร นอกเขตชลประทาน 11 จังหวัด 26 อำเภอ 71 ตำบล พื้นที่รวม 151,552 ไร่ ได้แก่ ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และภาคกลาง 1 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ซึ่งจากติดตามสถานการณ์ พบว่า เกษตรกรได้เข้าร่วมมาตรการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น จำนวน 61,942 ไร่ ซึ่งสถานการณ์น้ำมีเพียงพอสำหรับการปลูกพืชตามมาตรการ

ทั้งนี้ สทนช. ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง 2561/2562 อาทิ แจ้งเตือนเกษตรกรงดการปลูกพืชฤดูแล้งและพืชต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ติดตามเฝ้าระวังพื้นที่ในเขตชลประทานและลำน้ำสายหลัก ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อให้ประชาชนรับทราบและเตรียมการป้องกัน

 

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

 

<img class=”” src=”http://qr-official.line.me/L/muIiTR5dQ-.png” width=”241″ height=”206″ />

 

<a href=”https://line.me/R/ti/p/%40oex3158u“><img src=”https://scdn.line-apps.com/n/line_add_friends/btn/en.png” alt=”เพิ่มเพื่อน” height=”36″ border=”0″ /></a>