อธิบดีกรมบัญชีกลางยันประมูลแบบระบบอี-บิดดิ้งปลอดภัย 100% เจ้าหน้าที่ไม่สามารถถ่ายรูปเพื่อนำไปขายข้อมูลให้เอกชนได้ ชี้เอกสารที่พบเป็นเอกสารปลอมทำขึ้นเพื่อต้มตุ๋นหลอกเงินผู้รับเหมา เผยเหตุเกิด มี.ค.58 แจ้งรายละเอียด ก.ยุติธรรมแล้ว
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ที่กระทรวงการคลัง นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง แถลงกรณีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องพบการทุจริตวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ e-bidding (อี-บิดดิ้ง) ของกรมบัญชีกลาง ว่า มีเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปข้อมูลราคาเสนอประมูลเพื่อไปขายให้บริษัทคู่แข่ง ว่า ข้อมูลการประมูลที่อ้างว่าเป็นรูปถ่ายจากห้องควบคุมนั้นเป็นข้อมูลไม่จริง ถูกทำขึ้น เนื่องจากของจริงหน้าตาไม่ใช่แบบนี้ ซึ่งจากการสอบสวนในเชิงลึกพบว่ามีกลุ่มคนทำขึ้น เพื่อนำไปหลอกขายให้บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เพื่อเรียกรับเงิน
“ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ทำการประมูลจะไม่เห็นตัวเลขการประมูลที่แต่ละบริษัทเอกชนเคาะเข้ามา จะทราบอีกทีตอนที่การประมูลแล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางที่สามารถเข้าไปที่ห้องควบคุมนั้นมีเพียง 4 คน ซึ่งทั้ง 4 คนถือเป็นแอดมินที่จะเข้าไปแก้ปัญหาหากระบบมีปัญหา ในการเข้าไปแก้ปัญหาแต่ละครั้งจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา 4 คนนี้จะถูกสอบเป็นด่านแรก” นายมนัสกล่าว
นายมนัสกล่าวว่า กรมบัญชีกลางมั่นใจว่าระบบอี-บิดดิ้ง อีมาร์เก็ต ที่นำมาใช้มีความปลอดภัย 100% โดยเชื่อมั่นในระบบว่าดีมาก การระบุว่ามีการขายข้อมูลจากการประมูลนั้น ยังไม่มีพยานหลักฐาน และข้อมูลที่สามารถจับต้องได้ว่าเป็นเรื่องจริง มีเพียงการกล่าวอ้าง มีเพียงเอกสารปลอมที่ทำขึ้นเพื่อหลอกขายให้กับผู้ที่หลงเชื่อ กรณีที่กระทรวงยุติธรรมพบข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2558 ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ดูข้อมูลแล้ว พบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่จริง และชี้แจงไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว
“กรมบัญชีกลางดูระบบการเบิกจ่ายเงินของประเทศปีละประมาณ 4 ล้านล้านบาท ผ่านระบบการบริหารงานการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ GFMIS ซึ่งเป็นระบบที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงมาก โดยระบบ GFMIS ถือเป็นกระดูกสันหลังของการเบิกจ่ายนั้น ดังนั้น จะทำชุ่ยๆ ปล่อยให้คนนั้นคนนี้มาแฮกข้อมูล หรือปล่อยให้เจ้าหน้าที่ไปขายไม่ได้ เมื่อกรมพัฒนาระบบประมูลมาเป็นอี-บิดดิ้งต้องยิ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น” นายมนัสกล่าว และว่า ก่อนหน้าที่เปิดให้ทดลองระบบอี-บิดดิ้งใหม่ๆ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 พบว่ามีคนใช้รหัสของนางปวีณา เจ้าหน้าที่กรมชลประธาน เข้าไปดูข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ได้ตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว และได้เพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาทดสอบระบบรักษาความปลอดภัย พร้อมจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้าฐานข้อมูลให้เหลือเพียง 4 คนที่เป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลางเท่านั้น ช่วงที่วิกฤตของการประมูลระหว่างเว]า 15.00-16.00 น. จะห้ามเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 คน เข้าไปในห้องควบคุม เพื่อป้องกันข้อครหาที่จะเกิดขึ้น
นายมนัสกล่าวว่า นอกจากกรณีนางปวีณาแล้ว เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 มีคนอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาขอข้อมูลที่กำลังจะยื่นซอง เท่าที่ตรวจสอบเป็นการอ้างตัว และได้ซ้อนแผนจับกุม หลังจากนั้น มีการฟ้องร้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
นายมนัสกล่าวว่า การนำระบบอี-บิดดิ้ง และอีมาร์เก็ต มาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 จนถึงขณะนี้ช่วยทำให้รัฐประหยัดเงินกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ก่อนที่จะนำมาใช้อย่างเป็นทางการเกิดปัญหากรณีเดียวคือนางปวีณาที่เข้าไปดูข้อมูลอื่น หลังจากนั้น แก้ไขระบบรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการแฮกข้อมูลจากการประมูลเพื่อนำไปขายให้บริษัทเอกชนตามที่กล่าวอ้างกัน พบแต่การหลอกต้มตุ๋นกันไปมา
นายมนัสกล่าวถึงกรณีการประมูลของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์ว่า เป็นการประมูลของกรมทางหลวง ตามข่าวบอกชัดเจนว่าที่ไม่ได้งานเพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน เรื่องนี้ถ้าจะตามคงต้องไปตามที่หน่วยงานต้นสังกัด
รายงานข่าวแจ้งว่าจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นปรากฏว่ามีการส่งภาพถ่ายหน้าจอเสนอราคาการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง โครงการของรัฐ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ไปยังกลุ่มบริษัทร่วมประมูลโครงการของรัฐ เป็นการโต้ตอบพูดคุยสอบถามราคาบริษัทที่เข้าร่วมประมูลเสนอราคา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของภาพว่าภาพหน้าจอดังกล่าวส่งมาจากที่ไหน ซึ่งเป็นหน้าจอระบบการประมูลของอี-บิดดิ้ง เลขโครงการรหัสชัดเจน รวมทั้งปรากฏชื่อบริษัทเบื้องต้นที่เจ้าหน้าที่ได้หลักฐานมาเป็นการประกวดราคาซื้อดินเพื่อการก่อสร้าง ซื้ออุปกรณ์ครุภัณฑ์ต่างๆ ในช่วงเดือนมีนาคม 2559 โดยพบว่ามีการซื้อขายกันในราคาประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการ
รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นพบว่าหน้าจอที่มีการส่งข้อมูลการประมูล คล้ายกับหน้าจอการประมูลแบบอี-บิดดิ้ง ของกรมบัญชีกลางมาก แต่มีส่วนแตกต่างกันเล็กน้อย เรื่องของลักษณะตัวเลข และช่องไฟ ตัวอักษร ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่า อาจดักข้อมูลผ่านระบบการประมูลหรือไม่

